ข่าว

          เฌอเอม-ชญาธนุส ศรทัตต์ ผู้เข้าประกวด Miss Universe Thailand 2020 ออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงประเด็นดราม่าแอบส่งทีมสอดแนมในกองประกวด ซึ่งเป็นประเด็นดราม่าใหญ่โตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยครั้งนี้เธอมาพร้อมกับ เคน-สิทธิชัย เร็ววิโรจน์ อดีตทีมงานกองประกวด ที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวของ เฌอเอม และ ทนายนิด้า ที่ปรึกษาทางกฏหมาย

                โดยใจความหลักๆ ในการแถลงข่าวตลอด 1 ชั่วโมงเต็มนั้น เธอยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษใดใดมากกว่าเพื่อนผู้เข้าประกวดอีก 29 คน พร้อมทั้งมั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิดด้านการสื่อสาร ส่วนประเด็นที่หลายคน รวมทั้งกองประกวดยืนคำขาดมาให้เธอแสดงความรับผิดชอบด้วยการสละสิทธินั่น เธอยืนยันว่า เธอจะไม่สละสิทธิ และหากได้รับโอกาสอีกครั้ง เธอก็อยากไปเดินในรอบ Final พร้อมกับเพื่อนๆ แม้จะไม่มีโอกาสในการคว้ามงกุฎก็ตาม

                 ทางด้าน เคน-สิทธิชัย เร็ววิโรจน์ ยืนยันความสัมพันธ์กับ เฌอเอม เป็นแค่โบรกเกอร์จัดหางานเท่านั้น ไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัว สาเหตุที่เกิดเรื่องเข้าใจผิดนี้ คาดว่าเป็นเพราะการตัดสินใจเข้าไปปรึกษาว่า จะส่ง เฌอเอมประกวด เนื่องจากอีกฝ่ายมีปัญหาสุขภาพ เพื่อที่จะได้คอยดูแล แต่ก็ไม่ได้รับความคิดเห็นใดใดว่าอนุญาตหรือไม่จากกองประกวด

                “ยืนยันว่าเรามีอาชีพเราเป็นผู้จัดการศิลปิน การที่เขาบอกว่าเราเป็นมิจฉาชีพ มิจฉาชีพ คือ คนไม่มีงาน แต่เรามีหน้าที่การงาน และเรื่องต่างๆ ที่เขาบอกมาเป็นข้อ ๆในส่วนนี้เราจะบอกว่าเราไม่ได้เป็นพนักงาน แต่เราเป็นพรีแลนซ์ เราทำงานด้วยความเอื้ออาทร และการที่มากล่าวหาว่าเราเป็นมิจฉาชีพ มันก็ไม่แฟร์กับเรา และมันก็ไม่แฟร์กับน้องด้วย และทั้งหมดทั้งมวลคนที่โดนเยอะที่สุดก็คือน้อง

                หน้าที่ของผมก็คือดูแลสปอนเซอร์ครับ ขายงานโปรดักดูแลผม ซึ่งเข้ามาหลังจากแถลงข่าวไปเกือบหนึ่งอาทิตย์ และไม่ได้มีการเซ็นสัญญาเข้าไปทำงานกับทางกองประกวด ไม่รู้ว่าที่เข้าพูดเป็นเท็จหรือจริง แต่ถ้าจะถามเคนคือไม่มีการเซ็นสัญญา เข้าไปในฐานะฟรีแลนซ์ครับ เคนไม่รู้ว่าตั้งแต่ขั้นตอนของการเตรียมเขามีการประชุมไปกี่ครั้ง แต่สำหรับเคนได้เข้าไปประชุมสามครั้ง และทุกครั้งก็ไม่ได้มีการเอาข้อมูลออกมาบอกน้อง

                เราไม่ได้ดูแลน้อง เราเป็นคนดูคิวและขายงานให้น้องครับ ทั้งหมดนี้เราไม่ได้แจ้งกองประกวด แต่ไม่ได้เป็นการปกปิด เพราะที่ผ่านมาเบอร์โทรศัพท์ก็ไม่ได้เอาออก และถ้าตั้งใจจะปกปิดจริงๆ ก็คงไม่เดินเข้าไปบอกให้เรื่องเกิดแบบนี้”

                ขณะที่ เฌอเอม ได้ให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่า เสียใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และยืนยันจะไม่สละสิทธิ์จากการประกวด เพราะนี่คือโอกาส และการได้แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าหากปีนี้ไม่ได้ประกวด ปีหน้าเธอจะยังอยากกลับมาทำตามความฝัน และทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างเช่นในปีนี้หรือเปล่า

                “ตอนนั้นเอมไม่มีผู้จัดการค่ะ พี่เคนเป็นแค่โบรกเกอร์หางาน ไม่ได้เป็นผู้จัดการส่วนตัว และไม่ได้มีการเซ็นสัญญาต่อกัน มันก็อาจจะมีความคลุมเครือเพราะหากใครไม่ได้ทำงานในแวดวงบันเทิง เพราะหน้าที่บางอย่างมันก็ทับซ้อนกัน แต่เอมต้องขอโทษที่ผิดพลาดด้านการสื่อสาร ที่เอมพยายามอธิบายให้รวดเร็วและง่าย เพราะตอนนั้นกำลังจะได้พบกับคุณปุ้ยแล้ว

                ตอนแรกที่เอมจะลงสมัคร เอมไม่ได้คาดหวังเรื่องมงกุฎมากมายนัก เพราะมันเป็นครั้งแรก และเราอยากจะลองสิ่งที่มันแตกต่าง และเขาคนนั้นก็ไม่ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งนางงามมาก่อน พอถึงจุดหนึ่งที่เราต้องเดินสายสัมภาษณ์ ต้องออกสื่อเยอะ เขาก็เลยไม่สามารถทำงานเหล่านี้ได้ เขาไม่เอ็นจอยกับมัน งั้นเราก็เลยคุยกับเขาว่าเราส่งตัวเองต่อก็ได้ เพราะการประกวดมันต้องเป็นเรื่องของแพชชั่นระดับหนึ่ง

                เอมยืนยันด้วยชีวิตว่าเอมไม่เคยเห็นคีเวิร์ดมาก่อน พี่เคนไม่ได้พูดหรือแนะนำอะไรเป็นพิเศษเลย เพราอย่างที่บอกว่าเป็นโบรกเกอร์ เมื่อก่อนก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนี้ด้วยนะคะ (เวลาอยู่ในกองมีการพูดคุยกันไหม) ไม่มีนะคะ ถ้ามันเป็นเรื่องความไม่แฟร์ แบบนี้คนที่รู้จักคนในกองมาก่อน แม้ว่าจะขอคำแนะนำจากคนในกอง ก็จะเข้าข่ายเดียวกันถูกไหมคะ (เขาเห็นพฤติกรรมที่สนิทสนมกันเกินไป) อันดับแรกเอมคุยกันทุกคนในกองด้วยความเป็นมิตร เอมคุยกับทุกคนในกองแล้วสนุกมากๆ เอมไม่ได้ทำเพื่อคะแนน เอมเชื่อว่าพี่ๆ เกือบครึ่งหนึ่งที่อยู่ในนี้ เคยเจอเอมมาก่อนที่หัวหินแล้ว เอมถามว่าวันนั้นเป็นพี่ๆ ที่อยากคุยกับเอม หรือเอมเองที่เดินเข้ามาหาพี่ๆ เพื่อสัมภาษณ์ เอมถูกคนพาไปหน้าแบคดรอป และไม่มีใครอยู่กับเอมในตอนนั้น ทุกคำถามที่พี่ๆ ถาม เอมก็มีเวลาพอๆ กับการตอบในรอบออดิชั่น และการสัมภาษณ์สดเอมก็ไม่เคยชะงัก อาจจะมีพูดผิดบ้าง แต่ก็ไม่เคยจะหยุดคิดนานเกินไป ถามผู้ใหญ่ของกอง และคณะกรรมสิบเจ็ดท่านว่าวันนั้นท่านส่งคำตอบให้เอมหรือไม่ ขอให้ทุกท่านช่วยเป็นพยานในเอมด้วยค่ะ

                เอมไม่ได้รับอะไรเลยค่ะ สิทธิพิเศษมันคือการเอาเปรียบ ในเมื่อเราทำทุกอย่างเหมือนเพื่อน เราเป็นเหมือนเพื่อน เราทำพร้อมเพื่อน และสิทธิพิเศษนั้นมันคืออะไร (เราโดนกีดกันไหม) เอมก็ไม่ทราบค่ะ เอมทราบว่ามันมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น  อาจจะด้วยความสื่อสารอะไรบางอย่าง เพราะว่าหลังจากที่เอมได้พบกับพี่ปุ้ย มันก็เกิดโพสต์นั้นขึ้นแบบที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว

                ก่อนหน้านั้นเอมมีปัญหาสุขภาพเล็กน้อย และก็ด้วยความที่ส่งตัวเองเข้าประกวด มันเลยทำให้เราทำงานต่อไม่ไหว เพราะใช้เวลาไปกับการดูแลตัวเอง เราไม่รู้จักใคร ก็เลยคิดว่าพี่เคนคือคนเดียวที่สามารถทำจุดจุดนี้ ก็เลยตัดสินใจพาพี่เคนไปแนะนำกับพี่ปุ้ยว่าหลังจากนี้เขาจะเป็นคนส่งเรา และปรึกษาว่ามันโอเคไหม เพราะผู้ใหญ่ในกองก็เหมือนพ่อแม่ เวลาเรามีปัญหาเราก็ต้องวิ่งหาพ่อแม่ วันนั้นเราก็เข้าไปโดยไม่ปิดบังอะไรเลย เบอร์หนูก็ไม่เคยเอาลงแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนั้นเขาไม่ได้พูดอะไร เขาก็รับทราบ ให้พักผ่อนก่อน เรื่องกติกาหรืออะไรเขาไม่ได้มีการบอกอะไรเลย ทราบอีกคือตอนที่โพสต์เลยค่ะ

                เรื่องสละสิทธิ์ใช่ไหมคะ ยอมรับว่าตกใจค่ะ เพราะวันนั้นเราไม่ได้คุยไว้ก่อน เราอาจจะพูดในแง่ปัญหาสุขภาพ เราไม่อยากล้มลงไปในกอง และไม่อยากล้มต่อหน้าสื่อให้กองดูไม่ดี เราก็ขอเข้าอย่างเดียว ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเราอยากเดินในวันไฟนอล พร้อมกับเพื่อนอีกยีสิบเก้าคน เพราะเราเริ่มมาพร้อมกัน สิ่งสำคัญไม่ใช่การมีมงกุฎบนหัวของเอม แต่มันคือการเดินไปถึงเป้าหมาย และมันก็คือการแสดงความขอบคุณกับทุกคนที่ทำให้เอมมาถึงจุดจุดนี้ เพราะเอมเดินไปพร้อมกับความรักจากคนมากมายจริงๆ สละสิทธิ์หรือไม่เป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่เอมไม่ต้องการสละสิทธิ์ที่ชอบธรรมของเอมโดยไม่ได้ชี้แจงอะไรเลย เพราะที่ผ่านมามันเกิดการฟังความข้างเดียว และเอมก็มีเรื่องที่อยากพูด เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกคนได้ฟังหมดแล้ว และต้องขอบคุณกองที่อนุญาตให้เอมได้แถลงข่าว เอมขอให้กองเป็นผู้พิจารณาเรื่องสละสิทธิ์ของเอมก็แล้วกันค่ะ เพราะถือว่าตอนนี้เขาได้รับทราบแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น เอมมาถึงตอนนี้เพราะหลายๆ คน และเอมจะอยู่ตรงนี้ต่อไปได้ ไม่ใช่แค่กองหรือเอม แต่ทุกคนต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

                สำหรับแนวทางการร่วมกิจกรรมกับกองประกวดต่อไปนั่น เธอบอกว่าไม่ได้รับการติดต่อ และไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไปในกอง ไม่ทราบว่าเพื่อนไปไหน เพื่อนทำกิจกรรมอะไร ยืนยันว่าตอนนี้พร้อมที่จะกลับเข้าไปทำกิจกรรมกับกองประกวดเสมอ ส่วนเรื่องการอยู่ในกอง และการตัดสิทธิ์เธอก็พร้อมที่จะน้อมรับคำตัดสิน แต่หากเธอเลือกได้ก็จะไม่ตัดสิทธิ์ตัวเอง เพราะเธอรู้สึกว่านี่คือหนึ่งสิ่งที่ชอบธรรมที่สุดแล้วสำหรับเธอตอนนี้ และหากได้ไปเดินในรอบสุดท้ายก็ ก็ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการเดินทางของเธอ

RELATED ข่าว
EFM