ข่าว

          ถ้ามี “ยาวิเศษ” ที่จะทำให้คุณมีพลังเหนือมนุษย์ได้ 5 นาที คุณจะใช้มันหรือไม่?

          ถ้าคุณเลือกใช้...แล้วยาตัวนี้ จะสุ่มเลือกพลังพิเศษให้กับคุณ ไม่มีใครสามารถเลือกพลังได้ และผลข้างเคียงอาจอันตรายถึงชีวิต คุณจะยังอยากใช้มันอยู่ หรือไม่?

          นี่คือคำถามหลักที่กลายมาเป็นแก่นสำคัญของ PROJECT POWER หนังแอ็กชันไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ล่าสุดของ NETFLIX เล่าถึงในบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกาฯ สถานที่ซึ่งข่าวลือกำลังแพร่สะพัดไปทั่วเมือง เกี่ยวกับ “ยาลึกลับ” ซึ่งไม่ว่าใครได้กินเข้าไป มันจะเผยให้เห็นพลังเหนือมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละคน แต่คุณไม่มีทางรู้ว่าพลังของคุณคืออะไร จนกว่าคุณจะได้ลองมัน บ้างก็กลายเป็นมนุษย์ล่องหน บ้างก็มีผิวหนังกันกระสุนแกร่งดั่งเหล็ก บ้างก็มีพละกำลังอันมหาศาล บ้างก็มิอาจต้านทานพลังจนกระทั่งเสียชีวิตก็มี แต่ด้วยผลลัพธ์อันแกร่งกล้า ยาตัวนี้จึงกลายเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้มีอำนาจ ใครที่ได้ครอบครองยา ย่อมครอบครองเมือง มีอำนาจเหนือทุกชีวิต!

          PROJECT POWER ดึงเอาสองซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของฮอลลีวู้ดอย่าง เจมี่ ฟ็อกซ์ จาก Miami Vice และ Ray มาประกบกับ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ จาก (500) Days of Summer และ Inception ร่วมด้วยนักแสดงหญิงหน้าใหม่ฝีมือดีเกินวัยอย่าง โดมินิก ฟิชแบก ในบทวัยรุ่นสาวที่ฝันไกลอยากเป็นศิลปินเพลงแร็ป แต่กลับเผชิญปัญหาชีวิตส่วนตัวจนเป็นได้แค่เด็กส่งยา เธอร่วมมือกับตำรวจท้องถิ่น (ที่รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) เพื่อค้นหาต้นตอของยาลึกลับตัวนี้ ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังความอันตราย จนทำให้ญาติของเธอต้องเสียชีวิต และไม่นานหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้พบกับ อดีตนายทหาร (ที่รับบทโดย เจมี่ ฟ็อกซ์) ชายลึกลับที่มาพร้อมกับจุดประสงค์บางอย่างในการโค่นองค์กรที่เป็นจุดเริ่มต้นของยาอันตรายตัวนี้ ทั้ง 3 คนจึงต้องร่วมมือกัน เพื่อท้าทายพลังของยาลึกลับ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

          ก่อนที่ PROJECT POWER จะถูกปล่อยให้คอหนังทั่วโลก ได้ดูกันในสุดสัปดาห์นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ 4 นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่องนี้แบบข้ามทวีปผ่าน Video Conference ร่วมกับเหล่าบรรดาคอหนังจากอีกหลายประเทศ นักแสดงนำทั้ง 4 ประกอบด้วย เจมี่ ฟ็อกซ์, โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์, โดมินิก ฟิชแบก และอีกคนที่เรายังไม่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ คือ โรดริโก้ แซนโทโร่ จาก 300 : Rise of the Empire ในบทพ่อค้ายารายใหญ่ ต้นตอของยาลึกลับ ต้นเรื่องของเหตุการณ์ทั้งหมดในหนัง โดยแต่ละคนได้เผยเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย เกี่ยวกับ PROJECT POWER หลากหลายแง่มุมที่เราอยากให้คุณได้อ่านกันก่อนไปเพลิดเพลินกับหนังที่ NETFLIX ในวันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้

          เมื่อ “PROJECT POWER” คือหนังแห่่งยุคนี้สมัยนี้อย่างแท้จริง

          เจมี่ ฟ็อกซ์ นักแสดงคนแรกที่ถูกเลือกมาให้รับบทนำในหนังเรื่องนี้เผยว่า PROJECT POWER เริ่มต้นสร้างเมื่อ 2 ปีก่อน แล้วเหมือนผู้สร้างจะรู้ได้ถึงอนาคต เพราะหนังเปรียบเหมือนลางบอกเหตุในปัจจุบัน หนังสะท้อนให้เห็นถึงหลากหลายปัญหาในสังคมยุคนี้ ความท้าทายที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ

          "นี่มันปี 2020 แล้ว แต่ยังมีคนหัวโบราณตั้งคำถามเกี่ยวกับลุคภายใน ผู้คนต้องหน้าตาอย่างไรถึงจะเรียกว่าดี ต้องทำเช่นไร ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณเกิดมาบนโลกใบนี้ นั่นหมายความว่าคุณคู่ควรกับที่นี่ ดังนั้นจงให้เกียรติซึ่งกันและกัน พวกเราต้องช่วยกันผลักดันความคิดอันโบราณเหล่านี้ให้หมดไปซะ ออกไปให้หมด" - เจมี่เดือดดาลเมื่อกล่าวถึงแนวคิดของคนรุ่นเก่า ที่มักจะตัดสินคนจากภายนอก หนังเรื่องนี้บอกกับเราว่า ทุกคนล้วนมีดีในแบบของตัวเอง นอกจากนี้ เขายังกล่าวชมโดมินิก ฟิชแบก นักแสดงรุ่นเล็กที่บทบาทของเธอเป็นศูนย์กลางของหนังเรื่องนี้ "เธอที่ทั้งยังเด็กและเก่งมาก เธอชื่อ โดมินิก นี่แหละคือกลุ่มคนที่เราต้องการตอนนี้ เราต้องการ โดมินิก"

          เมื่อผู้ชี้ทางในหนัง กลายมาเป็น "อาจารย์" ในชีวิตจริง

          บุคคลที่น่าอิจฉาสุดในโปรเจกต์หนังเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้น โดมินิก ฟิชแบก นักแสดงสาวผิวสีที่ฝีมือดีเกินวัย เธอมีโอกาสเข้าฉากทั้งกับ เจมี่ ฟ็อกซ์ และโจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์ (เป็นใคร..ใครก็อิจฉา) เธอกล่าวว่าการร่วมงานกับทั้งคู่เป็นมากกว่าเพื่อนร่วมจอ เพราะทั้งเจมี่และโจเซฟ เป็นตัวอย่างนักแสดงที่น่าทึ่งมาก - "พวกเขาทั้งคู่ให้ความสำคัญกับทุกคนในกองถ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดูแลทุกคนดีไปหมด ทั้งคู่ต่างมีเส้นทางอาชีพที่ยาวไกล และฉันอยากเป็นแบบทั้งสอง" – โดมินิกเผยว่าเวลาที่อยู่หน้ากล้อง เธอมีโอกาสได้แสดงกับทั้งคู่ แต่เวลาหลังกล้อง เธอก็ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจากพวกเขา "ฉันรู้เลยว่า ถ้าจะเป็นนักแสดงที่ดีควรทำเช่นไร...”

          ในขณะที่ฟากของ เจมี่ ฟ็อกซ์ นอกจากตัวละครของเขาจะสอนหลายๆอย่างให้กับตัวละครของ โดมินิกในเรื่องแล้ว เขาเองยังทำหน้าที่ครูที่ดีให้กับเธอด้วย เจมี่เผยว่า - "ผมพยายามจะเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายๆคนมาโดยตลอด ถ้าจำกันได้ นิค แคนน่อน (พิธีกรรายการ America's Got Talent) เคยมานอนที่โซฟาบ้านผมตั้งแต่เขาอายุ 13 เอ็ด ชีแรน ก็เคยมานอนที่บ้านผมตั้ง 6 สัปดาห์ ครั้งแรกที่ เดรก เดินทางจากแคนาดามาแสดงสดที่อเมริกา ผมก็เป็นคนพามา" – เจมี่เล่าถึงเรื่องราวในอดีตที่เขาเคยให้โอกาสคนเก่งคนมีฝีมือมากมาย แล้วจึงวกกลับมาที่นักแสดงร่วมจอรุ่นน้องอย่าง โดมินิก ฟิชแบก เจมี่บอกว่าหลังจากที่ได้ร่วมงานกับ โดมินิก เธอทำให้เขานึกถึงเหล่าคนเก่งที่เคยพบเจอมาก่อนหน้านี้ เจมี่บอกต่อว่า – "ผมต้องมั่นใจให้ได้ว่า เธอจะเดินไปในเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง ระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เลยแบ่งออกเป็น 2 อย่าง ในหนังตัวละครของผมสอนตัวละครของเธอ ส่วนในชีวิตจริงผมก็สอนเธอเช่นเดียวกัน ในขณะที่คุณชี้ทางให้คนอื่น ตัวคุณเองก็ได้เรียนรู้ไปด้วย"

          เมื่อนักแสดงสนุกกับการเล่น ผู้ชมก็จะสนุกกับการชม

          โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์ พักงานแสดงไปหลายปีนับตั้งแต่ Snowden ในปี 2016 เพราะเขาต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับครอบครัวและทายาทตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก จนกระทั่งเขากลับมารับบทนำใน 7500 หนังเขย่าขวัญของ AMAZON PRIME แล้วต่อด้วยโปรเจกต์นี้ ที่เขาไม่อยากตึงเครียดมากเกินไปนัก

          "โปรเจกต์นี้มันดูน่าสนุกมาก ก่อนหน้านี้ผมหยุดรับงานแสดงไปหลายปีเพราะเพิ่งมีลูก จึงอยากใช้เวลากับลูกให้เต็มที่มากที่สุด แล้วก็เพิ่งจะกลับมารับงานแสดงในหนังระทึกขวัญเรื่อง 7500 ซึ่งเป็นบทที่หนักและเหนื่อยมาก ผมเลยอยากเปลี่ยนมาทำอะไรที่สนุกๆดูบ้าง ตอนที่อ่านบทหนัง PROJECT POWER ครั้งแรก แล้วพอผมรู้ว่า จะได้เล่นกับ เจมี่ ฟ็อกซ์ จะได้ไปถ่ายทำกันที่นิวออร์ลีนส์ ผมรู้เลยว่ามันต้องสนุกแน่ แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ" – โจเซฟ ตอบถึงสาเหตุในการรับเล่นหนังเรื่องนี้ พร้อมกับสีหน้าแววตาที่มีความสุข เป็นการยืนยันได้อย่างดีว่า เขาเอ็นจอยกับการเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้จริงๆ

          เมื่อ "เมือง" เป็นมากกว่าโลเคชั่น เพราะมันเหมือนเป็นหนึ่งในตัวละคร

          แมตต์สัน ทอมลิน มือเขียนบทหนังวัย 30 ปี เริ่มต้นร่างบทภาพยนตร์เรื่อง PROJECT POWER เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาเริ่มเขียนบทหนังเรื่องนี้ในร้านกาแฟ โดยคิดอยู่นานว่าอยากทำอะไรที่แตกต่าง แมตต์สันชื่นชอบในหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่างมาก จึงลองหยิบเอาภาพยนตร์โปรดของเขา 2 เรื่องมาเป็นแรงบันดาลใจ นั่นคือ COLLATERAL และ 8 MILE ถ้าหนังทั้งสองเรื่องนี้ มาผสมกับหนังซูเปอร์ฮีโร่มันจะออกมาเป็นเช่นไร และด้วยความบังเอิญ เจมี่ ฟ็อกซ์ นักแสดงนำในหนังเรื่องนี้ ก็รับบทนำใน COLLATERAL ของผู้กำกับ ไมเคิล มานน์ (ที่เขาประกบกับ ทอม ครูซ)

          เจมี่บอกว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดงานภาพออกมาคล้ายกับ COLLATERAL ค่อนข้างมาก - "จุดเด่นสุดของหนังทั้ง 2 เรื่อง คือบรรยากาศของเมืองในหนัง แน่นอนว่า นิวออร์ลีนส์ค่อนข้างต่างจากแอลเอ (โลเคชั่นหลักของ COLLATERAL)  แต่ถ้าคุณตั้งใจดูจริงๆ จะสัมผัสได้ว่าตัวเมืองเอง เปรียบเสมือนตัวละครหนึ่งในหนัง แอลเอเหมือนมีชีวิต เช่นเดียวกับนิวออร์ลีนส์ ถ้าคุณได้ดูฉากแรกที่ผมปรากฏตัว เดินเข้าไปในตึกเพื่อไล่ล่าตัวละครของ แมชชีน กัน เคลลี่ คุณจะสัมผัสได้เลย" – เจมี่บอกต่อว่า เขารู้สึกดีใจที่ผู้ชมดูเรื่องนี้แล้วนึกถึง COLLATERAL เพราะผู้กำกับของหนังตั้งใจจะเก็บภาพของเมือง และถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ต่างๆให้ได้มากที่สุด แล้วมันก็เป็นเช่นนั้น เขารู้สึกว่าความตั้งใจของผู้กำกับได้ผล

          เมื่อหนังพลังพิเศษ มีตัวละครนำที่ไม่ต่างกับมนุษย์ทั่วไป

          แม้ว่าไอเดียหลักของ PROJECT POWER จะกล่าวถึงพลังพิเศษ คนที่มีพลังเหนือมนุษย์ แต่หนังกลับเลือกตัวละครหลักให้เป็นปุถุชน เป็นคนธรรมดาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น อดีตนายทหาร, นายตำรวจ และนักเรียนสาว รวมไปถึงตัวร้ายในหนัง ที่ก็เป็นเหมือนแค่อาชญากรที่หลงใหลในอำนาจและเงินตรา ซึ่งรับบทโดย โรดริโก้ แซนโทโร่ ที่พลิกบทบาทมารับบทร้าย จากเดิมที่เขามักเล่นเป็นผู้ชายเจ้าเสน่ห์

          โรดริโก้ กล่าวถึงการเตรียมตัวรับบทนี้ว่า - "อย่างแรกเลยในการเตรียมตัว ผมพยายามจะสร้างบุคลิกให้กับตัวละครนี้ ตอนที่อ่านบทครั้งแรก ค่อนข้างชัดเจนว่า ตัวละครนี้คือเซลล์แมน เป็นนักเจรจาที่ความมั่นใจเต็มร้อย ทำให้ผมค่อนข้างกังวลว่าจะแสดงอย่างไรดี เลยลองฟัง Podcast ดู ลองเปิดคลิปนักขายที่เก่งๆว่าเขาทำอย่างไร วิธีการพูด วิธีการโน้มน้าวผู้คน จะสามารถช่วยผู้ฟังได้อย่างไร ซึ่งการดูคลิปเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผมในการแสดงอย่างมาก สามารถเก็บรายละเอียดของตัวละครได้" - นอกจากเตรียมตัวในแง่บุคลิกแล้ว โรดริโก้ยังเผยว่า เขาต้องเตรียมตัวด้านพละกำลังและงานเมคอัพอีกด้วย แต่ไม่อยากพูดไปมากกว่านี้ เพราะอาจจะเป็นการสปอยล์หนัง

          เมื่อนักแสดงสะท้อนไอเดีย "พลังพิเศษ" จากในหนัง

          เหตุการณ์ทั้งหมดใน PROJECT POWER เกิดขึ้นเพราะยาวิเศษที่ทำให้มนุษย์สามารถมีพลังเหนือมนุษย์ได้ 5 นาที ยาตัวนี้สร้างความวุ่นวายให้กับเมืองนิวออร์ลีนส์อย่างมาก ทำให้เจ้าหน้าที่แฟรงค์ ตำรวจน้ำดีที่รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์ พยายาททำทุกทางเพื่อกำจัดมัน แม้ว่าเขาจะต้องลองยาตัวนี้ เพื่อให้เข้าใจและใช้มันปราบเหล่าร้ายก็ตาม ทำให้โจเซฟถูกถามว่า แล้วถ้ายาตัวนี้มันมีในชีวิตจริง และบังเอิญว่าเขาดันมีมันอยู่ในครอบครอง เขาจะลองหรือไม่?

          "ผมไม่ลองแน่" - โจเซฟตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดเยอะ เขากล่าวต่อว่า – "ตอนนี้ผมเป็นพ่อคนแล้ว ผมจะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงกับอะไรทั้งนั้น ยกเว้นแต่มันจวนตัวจริงๆ ถ้าคนที่ผมรักหรือครอบครัวกำลังตกอยู่ในอันตราย ผมอาจตัดสินใจลองยาตัวนี้ แต่ ณ ตอนนี้ ผมรู้สึกมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่มาก จนรู้สึกว่า ยาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยแม้แต่น้อย ผมไม่ต้องการอะไรแล้ว แค่นี้ก็โชคดีมากแล้วกับชีวิตที่เป็นอยู่

          โจเซฟเผยว่าในระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เขาคิดอยู่บ่อยครั้ง ว่าถ้ายาตัวนี้ดันมีอยู่จริงๆ แล้วเขาสามารถเลือกได้ว่าอยากมีพลังพิเศษอะไร เขาจะเลือกอะไร – "ผมอยากมีความสามารถในการเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถ้าจะอธิบายให้ชัดเจน คือผมอยากมีพลังในการมองผ่านสายตาของผู้อื่น ได้ยินผ่านหูของคนอื่น จับ ชิม ได้กลิ่น แบบที่คนอื่นสัมผัสได้ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะลองทำในฐานะของนักแสดง เมื่อใดก็ตามที่ต้องรับบทบาทที่แตกต่างจากตัวตนจริงๆอย่างมาก ผมพยายามจะลองเป็นคนๆนั้น ถ้าผมสามารถมีพลังพิเศษในการเป็นลองเป็นคนอื่นดูได้"

          ด้าน โรดริโก้ แม้ในหนังจะรับบทร้าย แต่ตัวจริงเขาจิตใจดีไม่น้อยไปกว่าใคร เขาเผยว่า อยากมีพลังในการเปลี่ยนความอิจฉาริษยาให้กลายเป็นความรัก แบบทันทีทันใดเลย - "ไม่ว่าผมจะชี้ไปที่ใคร ก็จะเปลี่ยนความคิดร้ายๆในตัวเขา ให้กลายเป็นความรัก ความดีงามแบบทันที มันน่าจะเป็นสิ่งดี และช่วยให้โลกมนุษย์น่าอยู่ขึ้นมากๆ" - ทันทีที่ โรดริโก้กล่าวเสร็จ โจเซฟก็เข้ามาสนับสนุนไอเดียนี้แบบทันที

          เมื่อหนังคือกระจกส่องชีวิต...ดูหนังแล้วสะท้อนดูตัวเรา

          มากกว่าความสนุกสนานและความบันเทิง บ่อยครั้งที่หนังมักสะท้อนให้ผู้ชมได้เห็นถึงสิ่งต่างๆ เช่นเดียวกับ PROJECT POWER ที่ตัวละครโรบิน ของ โดมินิก ฟิชแบ็ก สะท้อนให้้เห็นถึงความคิด ความมุ่งมั่น และไอเดียของคนรุ่นใหม่ แม้แต่ตัวโดมินิกเองที่เผยว่า - “ฉันว่าโรบินแสดงให้เห็นถึงภาพของตัวฉันเองตอนที่อายุน้อยกว่านี้ ฉันเคยโพสต์ลงอินสตาแกรมว่าเธอเหมือนฉันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะเธอเต็มไปด้วยความฝัน แม้จะยังไม่รู้ว่าจะไขว่คว้ามันมาได้อย่างไร แต่เธอก็มุ่งมั่นไปสู่สิ่งนั้น เธอปฏิเสธที่จะยอมแพ้ จะก้าวไปข้างหน้า ฉันรู้สึกว่ามันไม่สำคัญว่าจะทำอย่างไร เพียงแค่ในใจมุ่งมั่น สำคัญที่สุด"

          ผู้เขียนมั่นใจว่า PROJECT POWER คือหนังที่มอบความบันเทิงขั้นสุดให้กับผู้ชมอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ฉายภาพความคิดในหลากหลายแง่มุม บางตัวละครในหนังอาจสะท้อนตัวตนและสิ่งที่คุณอาจต้องเผชิญอยู่

          เพื่อคนที่คุณรัก คุณจะไปได้ไกลสุดขนาดไหน?

          เพื่อความฝัน คุณจะย่อท้อและยอมแพ้หรือไม่?

          เพื่อความถูกต้อง คุณจะสู้และยอมแลกด้วยอะไร?

          นี่คือคำถามบางส่วนที่อาจส่องกลับไปที่ตัวคุณจาก PROJECT POWER หนังแห่งพลังพิเศษ ที่อาจปลุกพลังในตัวคุณเช่นเดียวกัน

- GOSSIPGUN - 

 

RELATED ข่าว
EFM