EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       แจ้งเกิดจากภาพยนตร์แฟนตาซีเล็กๆจากอังกฤษเรื่อง Attack The Blockสำหรับผู้กำกับ โจ คอร์นิช หลังจากนั้นก็ห่างหายไปนานถึง 8 ปี (ระหว่างนั้นก็มีผลงานการเขียนบท Ant-Man ให้กับมาร์เวล) ล่าสุดผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องหนังแฟนตาซีสำหรับเด็กผสมอารมณ์ตลกร้าย ก็กลับมาพร้อมกับผลงานใหม่ ที่ดูเป็นสไตล์เขาอย่างมาก นั่นคือ The Kid Who Would Be King หนังที่หยิบเอาตำนาน เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์และดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ มาเล่าใหม่ให้เข้ากับเด็กประถมในยุคปัจจุบัน

       หนังเล่าเรื่องราวของ อเล็กซ์ เด็กชายวัย 12 ปีที่อาศัยอยู่กับแม่ตามลำพังในลอนดอน หลังจากพ่อทิ้งพวกเขาไป ฝากไว้แค่หนังสือนิทานเกี่ยวกับตำนานกษัตริย์อาเธอร์ ที่อเล็กซ์อ่านมันจนจำขึ้นใจ ถึงเรื่องราวและตัวละคร จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากอเล็กซ์วิ่งหนีจากการถูกเด็กที่ตัวโตกว่ารังแก พลัดหลงเข้าไปในพื้นที่ก่อสร้างอาคารแห่งหนึ่ง เขาได้พบกับดาบลึกลับ และอเล็กซ์ ก็สามารถดึงออกมาได้ เขาเชื่อว่าดาบนี้คือ ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ในตำนาน ที่มีเพียงแต่ทายาทที่แท้จริงของกษัตริย์อาเธอร์ จะสามารถดึงออกมาได้เท่านั้น และเมื่อดาบเล่มนี้ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก็เป็นการปลุกวิญญาณ มอร์กาน่า พี่สาวต่างมารดาของอาเธอร์ ที่จะกลับมาทวงดาบและทวงบัลลังก์ของเธออีกครั้ง ในขณะเดียวกัน อเล็กซ์ก็ได้รับการช่วยเหลือจากชายประหลาดคนนึง ที่เชื่อว่า ตนนั้นคือพ่อมดเมอร์ลิน ที่แปลงร่างมา

       แม้จะเป็นหนังเด็ก แต่ต้องบอกว่า The Kid Who Would Be King คือหนังเด็กที่มีสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่นมาก ด้วยฝีมือของ โจ คอร์นิช ซึ่งทำให้หนังดูต่างจากหนังแฟนตาซีเด็กๆทั่วไป หนังมาพร้อมกับอารมณ์ตลกร้ายอยู่พอสมควร ส่วนฉากต่อสู้นั้น ก็มีความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่อยู่หลายฉากเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็ยังคงหนีไม่พ้นความเป็นหนังเด็ก ดังนั้น ฉากแอ็กชันต่างๆในหนัง ก็จะมีความรู้สึกว่า ฉากเหล่านั้นดูเด็กน้อยเสียเหลือเกิน ใครที่ชอบฉากบู๊แบบเข้มข้น ดุเดือด เลือดพล่าน คงจะหาไม่เจอสำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะทุกซีนถูกออกแบบมาให้ดูได้แบบทุกเพศทุกวัย อาจจะสนุกน้อยหน่อยสำหรับคนดูกลุ่มผู้ใหญ่ แต่เป็นความบันเทิงแบบดูได้ทั้งครอบครัวอย่างแน่นอน

       สิ่งที่ดีงามและโดดเด่นอย่างมากสำหรับ The Kid Who Would Be King คือตัวบทภาพยนตร์ ที่ถือว่าค่อนข้างลงตัว เป็นหนังที่ให้แง่คิดอย่างชัดเจน ในหลายประเด็นซะด้วย แม้จะสอนอะไรหลายๆอย่างกับคนดู ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกโดนยัดเยียดแต่อย่างใด อย่างน้อยก็ฝากอะไรดีๆไว้ให้เด็กๆได้จดจำ หลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์เรื่องนี้มา

       กลุ่มน้องๆนักแสดงนำทั้ง 5 คนในหนัง ถือว่าเล่นได้น่าเอ็นดูและน่าส่งใจช่วยทั้งหมด แต่ที่โดดเด่นออกมาเลยคือ แองกัส อิมรี่ ที่รับบทเป็นพ่อมดเมอร์ลินในหนัง เพราะตัวบทเอง ส่งให้เล่นอะไรเด่นๆมากมายและออกจะเพี้ยนกว่าคนอื่น เลยเป็นตัวละครที่สร้างสีสันให้กับหนังค่อนข้างมาก ที่น่าเสียดายคือ สองนักแสดงที่มีชื่อเสียงอย่าง แพทริค สจ๊วร์ต ในบทพ่อมดเมอร์ลินร่างจริง และรีเบ็คก้า เฟอร์กูสัน ในบท มอร์กาน่า ตัวร้ายของเรื่อง ที่ทั้งคู่ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรให้แสดงมากนัก แทบจะไม่มีซีนอะไรเด่นๆสำหรับทั้งสองคนเลย แอบน่าเสียดายแทนเบาๆ

       โดยรวม The Kid Who Would Be King ถือว่าเป็นหนังผจญภัยแฟนตาซี ที่เหมาะสำหรับคนดูกลุ่มเด็กๆเป็นหลัก ส่วนผู้ใหญ่ก็ดูได้ แต่อาจจะไม่ได้เข้มข้นเท่ากับหนังผู้ใหญ่ ถือว่าดูง่ายย่อยง่าย ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ หนังมาพร้อมกับข้อคิดดีๆ และฉากแฟนตาซีที่สร้างสรรค์พอสมควร ใครจะพาลูกพาหลานไปดู ก็ไม่ต้องคิดเยอะ เรื่องนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่

(ให้ 7.5 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM