HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ไม่รู้เพราะอะไร พล็อตเรื่องที่ตัวละครหลักติดอยู่ในห้วงเวลา ถึงถูกนำกลับมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Edge of Tomorrow หนังไซไฟของพระเอก Tom Cruise ที่เล่าเรื่องของนายทหารที่ถูกมนุษย์ต่างดาวฆ่าตายแต่กลับตื่นขึ้นมาก่อนสมรภูมิรบอีกครั้ง ต่อด้วย Before I Fall หนังดรามาที่เล่าถึงหญิงสาว ที่ต้องตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันก่อนวาเลนไทน์ มาจนถึงล่าสุดคือ Happy Death Day เล่าเรื่องราวของนางเอก ที่ถูกฆาตกรปริศนาภายใต้หน้ากากฆ่าตายในคืนวันเกิดของเธอ แล้วเธอก็ตื่นมาในเช้าวันนั้นซ้ำอีกครั้ง เธอจึงต้องตามหาว่าใครคือฆาตกรตัวจริง เพื่อหวังว่าการจัดการฆาตกรรายนี้ อาจทำให้เธอหลุดจากการวนลูปก็เป็นอันได้

       เกริ่นมาหลายต่อหลายเรื่อง แต่ถ้าพูดถึงพล็อตแนววนลูปอยู่ในห้วงเวลานั้น หนังที่เป็นต้นฉบับของพล็อตแนวนี้ ต้องยกให้ Groundhog Day หนังโรแมนติกเบาสมองเมื่อปี 1993 ที่เล่าเรื่องราวของผู้ประกาศข่าวนิสัยเสีย ที่ต้องตื่นขึ้นมาในวันซ้ำๆทุกเช้า ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ทำให้หนังกลายเป็นสัญลักษณ์ของพล็อตแนวนี้ไปเสียแล้ว นักวิจารณ์เมืองนอกจำนวนไม่น้อย เลยยกให้ Happy Death Day นั้น เปรียบเสมือน Groundhog Day บวกกับ Scream หนังอีกเรื่องเป็นที่สัญลักษณ์ของหนังแนวฆาตกรไล่ฆ่าของยุคใหม่

       ภาพรวม Happy Death Day จึงไม่ใช่หนังที่มีความแปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นเหมือนผลลัพภ์ของการ Mash-Up ของหนังสองเรื่องเสียมากกว่า ถ้าให้เทียบกับหนังแนววนลูปเหมือนกัน ดูเหมือน Happy Death Day จะใช้ประโยชน์จากโครงเรื่องนี้ น้อยกว่าเรื่องอื่นๆ แถมยังไม่ได้แตกต่างจากเรื่องก่อนหน้านี้มากนัก เช่นเดียวกับ Groundhog Day และ Before I Fall ตัวละครหลัก เริ่มต้นเรื่องด้วยความเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่น่าคบหา เอาตนเป็นที่ตั้ง แต่เพราะต้องติดอยู่ในห้วงเวลาเดิมซ้ำๆ ทำให้เริ่มเรียนรู้ ในสิ่งที่ผิดพลาดของตัวเอง แล้วค่อยๆแก้ไขสิ่งเหล่านั้น เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว ซึ่ง Happy Death Day ก็ใช้ Message นี้เป็นแกนหลักของเรื่องเช่นกัน แต่มันไม่เฉียบเท่าเรื่องก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง

       ถ้าให้เทียบกับหนังแนว Slasher หรือฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่าคน Happy Death Day ก็ไม่ได้มีความแปลกใหม่หรือน่าตื่นเต้นอะไรมากนัก ความสนุกของหนังแนวนี้ อยู่ตรงการสร้างสรรค์ฉากไล่ฆ่า และการสืบสวนว่าใครคือฆาตกรกันแน่ แต่ดูเหมิือนหนังก็ไม่ได้จริงจังกับสองส่วนนี้มากนัก มีความครึ่งๆกลางๆอยู่พอสมควร

       เล่ามาขนาดนี้ ใช่ว่า Happy Death Day จะไม่น่าดู แม้จะไม่ได้แปลกใหม่ ทั้งในแง่แนวคิดหรือพล็อตเรื่อง แต่ท้ายที่สุด หนังก็ปรุงออกมาได้อย่างสนุกสนาน ในระดับที่น่าพอใจ ถ้าใครมองหาหนังดูเพื่อความบันเทิงซักหนึ่งเรื่อง Happy Death Day ก็ทำได้ในระดับที่เรียกว่า "ดูเพลิน" อยู่ หนังมีฉากให้เราได้สะดุ้งอยู่หลายรอบ แถมสิ่งทีชอบในหนังเรื่องนี้ คือ "อารมณ์ขัน" ที่เราค่อนข้างเซอร์ไพรส ไม่คิดว่าคนเขียนบทจะกล้าเอาฮาได้ถึงเบอร์นี้ (แถมมีการแซวตัวเอง ในเรื่องการใช้พล็อตวนลูปอีกด้วย)

       ท้ายที่สุด Happy Death Day ก็เป็นหนังวัยรุ่นดูเพลินเรื่องหนึ่ง ถ้าไม่เคยดู Groundhog Day, Edge of Tomorrow หรือ Before I Fall มาก่อน ก็คงตื่นเต้นกับพล็อตแนวนี้ ส่วนในแง่หนังไล่ฆ่า แม้จะไม่หวือหวาเท่า Scream หรือ I Know What You Did Last Summer แต่ก็มีฉากให้เราได้พอลุ้นอยู่ ถ้ามีเวลาว่างก็น่าจะดูในโรงได้ แต่ไม่การันตีว่าจะคุ้มค่าตั๋วหรือไม่ แต่ถ้าให้ปลอดภัย รอดูใน Netflix ก็น่าจะคุ้มค่าเงินที่สุด

(ให้ 7 คะแนนเต็ม 10)

โดย GOSSIPGUN

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM