HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

การกลับมาของ The Matrix น่าจะเป็นโปรเจกต์ที่หลายคนลุ้นผลลัพธ์มากที่สุด ย้อนกลับไปสมัยภาคแรก The Matrix คือหนังระดับนวัตกรรมก็ว่าได้ มันสร้างมาตรฐานใหม่ๆให้กับหนังฮอลลีวูด ด้วยเส้นเรื่องที่มีชั้นเชิงและคมคาย ฉากแอ็กชั่นที่แปลกใหม่ จนกลายเป็นภาพจำที่ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังแอ็กชั่นไซไฟยุคต่อมา แม้ว่าภาคต่ออย่าง The Matrix Reloaded และ The Matrix Revolutions จะไม่ได้เล่าเรื่องกลมกล่อมเท่าภาคแรก มีความยุ่งเหยิงในเส้นเรื่อง จังหวะแปลกๆในบางอารมณ์ แต่ต้องยอมรับว่า ฉากแอ็กชั่นก็ยังเป็นที่จดจำ สร้างมาตรฐานใหม่ๆเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้น การตัดสินใจกลับมาทำ The Matrix ภาคใหม่ในรอบ 18 ปี จึงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะถ้ามันไม่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ๆ มันจะเป็นการถอยหลังลงคลอง ซึ่งน่าเสียดายเอามากๆ

จากตัวอย่างจะเผยให้เห็น นีโอ (รับบทโดย คีอานู รีฟส์) ใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา มีชีวิตปกติทั่วไป และได้เจอกับ ทรินิตี้ (รับบทโดย แคร์รี่ แอนน์-มอส) แต่เขาทั้งสองคนจำกันไม่ได้ ก่อให้เกิดคำถามจากผู้ชมว่า เกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่กันเอง เพราะนีโอน่าจะตายไปแล้วในตอนจบของภาคก่อน ไม่นานก็เป็นการปรากฏตัวของ มอร์เฟียส (รับบทโดย ยาย่า อับดุล มาทีน ที่3) ในวัยหนุ่ม พร้อมกับสมาชิกยานกลุ่มใหม่ ที่จะพานีโอเข้าสู่โลกของเดอะเมทริกซ์อีกครั้ง นั่นก่อให้เกิดคำถามมากมายว่า ภาคนี้มาพร้อมกับพล็อตอะไรกันแน่ และปริศนาที่ซ่อนอยู่คืออะไร ซึ่งคงต้องไปติดตามกันในภาพยนตร์

เมื่อภาพยนตร์เริ่มดำเนิน ตลอด 1 ชั่วโมงแรก นอกจากหน้าตาของ คีอานู รีฟส์ และแคร์รี่ แอนน์-มอส แล้ว เหมือนเรากำลังดูหนังเรื่องอื่น ที่ไม่ใช่ The Matrix อยู่ มันมีความแปร่งไปค่อนข้างมาก ทั้งอารมณ์ระหว่างดู สไตล์ในการเล่าเรื่อง สิ่งที่ยังทิ้งไว้คล้าย The Matrix คือการเล่าเรื่องแบบเอื่อยๆและยืดยาวเกินจำเป็น แบบที่ภาค 2-3 ทำ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีนัก กว่าที่หนังจะได้อารมณ์แบบ The Matrix จริงๆก็ปาเข้าไปชั่วโมงที่ 2 แล้ว ที่ค่อยให้อารมณ์ที่คุ้นเคย จังหวะที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าหนังจะต้องเหมือนกับไตรภาคแรกก็ได้ แต่เมื่อพยายามจะไปทิศทางใหม่ แต่มันไม่ได้ดีกว่า อย่างน้อยพยายามยึดโยงกับอารมณ์แบบเดิมก็ยังดี องค์แรกของภาคนี้ ดูยุ่งเหยิงและหลงทาง กว่าจะเริ่มเข้าที่ก็เข้าสู่องค์ถัดมา

นอกจากการเล่าเรื่องที่แปร่งและมีจังหวะประหลาดๆหลายรอบ สิ่งที่ขาดหายไปอย่างชัดเจนในการกลับมาของ The Matrix ในครั้งนี้คือฉากแอ็กชั่นระดับนวัตกรรม หรือเป็นที่จดจำระดับ Iconic ถ้าย้อนกลับไปภาคแรก เราล้วนตื่นตากับฉากหลบกระสุน ฉากนีโอกระโจนเข้ามาสมิธ ฉากบู๊ห้องโถงชั้นล่าง หรือแม้แต่ฉากประลองฝีมือของ นีโอกับมอร์เฟียส แต่ละฉากคือเป็นที่จดจำ สดใหม่ และตรึงอารมณ์ ในขณะที่ภาคสองยังมี ฉากไล่ล่าบนไฮเวย์ที่พีกมาก และภาคสามก็มีฉากปะทะกลางสายฝน แต่พอตัดภาพมาที่ภาคนี้ แทบจะไม่เจอฉากอย่างว่า ทุกซีนบู๊ใน The Matrix Resurrections พร้อมจะเลือนหายไปจากหัวเมื่อหนังจบ ไม่มีอะไรติดออกมาเลยอย่างน่าเสียดาย

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่รู้สึกตั้งแต่ต้นจนจบคือ สไตล์ที่หายไปอย่างชัดเจน ภาคแรกเราจะเห็นโทนสีฟ้าดำที่พยายามคุมธีม ไม่ว่าจะแคปภาพฉากไหนมา เราก็จะรู้ทันทีว่าคือ The Matrix ในขณะที่ภาค 2-3 จะเล่นกับสีเขียวเยอะขึ้น ก็ยังจำได้ว่ามาจากภาคไหน แต่สำหรับภาคล่าสุด เหมือนหนังทั่วไปอย่างน่าตกใจ บางทีแคปมานึกว่า John Wick ด้วยซ้ำ กลายเป็นงานโปรดักชันที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมทุกภาค กลับถอยหลังลงไปอย่างน่าตกใจ ยิ่งเสริมอย่างชัดเจนว่า เสน่ห์ของ The Matrix มันขาดหายและเบาบางไปหมด ไม่ว่าจะในมิติใด ทั้งเนื้อเรื่อง โปรดักชั่น รวมถึงฉากแอ็กชั่นเอง

สิ่งที่แบกหนังไว้ทั้งหมด กลับเป็นทีมนักแสดง แน่นอนว่าคือ คีอานู รีฟส์ และแคร์รี่ แอนน์-มอส ที่ยังคงตรึงผู้ชมได้อย่างยอดเยี่ยมทุกฉาก เราเชื่ออย่างสุดใจว่าทั้งสองคือนีโอและทรินิตี้ เราเชื่ออย่างสุดใจว่าทั้งสองรักกันจริง จนนี่อาจจะเป็น The Matrix ภาคที่โรแมนติกสุดแล้วก็ว่าได้ ในขณะที่สมาชิกใหม่ก็มีเสน่ห์มากน้อยต่างกันไป ยาย่า อับดุล มาทีน ที่ 3 ค่อนข้างก้ำกึ่งในบทมอร์เฟียส ที่ดูน่าเกรงขามน้อยกว่าต้นฉบับ ในขณะที่ นีล แพทริก แฮร์ริส ดูผิดที่ผิดทางไปนิด (หรือผู้เขียนอาจจะติดภาพเขาจากบท บาร์นี่ ใน How I Met Your Mother มาเกินไปจนเขาดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก) มีเพียง โจนาธาน กรอฟฟ์ จากซีรีส์ Mindhunter ในบทสมิธเวอร์ชั่นใหม่ ที่น่าเกรงขาม และทัดเทียมกับ คีอานู รีฟส์ ได้อย่างดีเวลาเข้าฉากด้วยกัน

โดยรวม The Matrix Resurrections คือความน่าเสียดาย ไม่แน่ใจว่าไอเดียของโปรเจกต์นี้เริ่มต้นจาก วอร์เนอร์ หรือผู้กำกับ ลาน่า วาชอว์สกี้กันแน่ แต่ภาพรวมถือว่า ลดเกรดลงจากไตรภาคต้นฉบับอย่างชัดเจนไม่ว่าจะแง่มุมไหน แม้แต่อารมณ์ขันที่พยายามใส่เข้ามาก็ดูขัดไปเสียหมด ไม่ได้กลืนไปกับอารมณ์หนังอย่างที่ควรจะเป็น เสียชื่อของ The Matrix หนังที่เคยเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญของฮอลลีวูด นี่กลับกลายเป็นก้าวถอยหลังที่ไม่ควรจะมีด้วยซ้ำ

(ให้ 5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM