HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

หนังที่ได้ขึ้นชื่อว่า "คลาสสิก" คือสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง เพราะมันถูกยกย่องในฐานะหนังที่ยอดเยี่ยมและมีคุณค่าเหนือกาลเวลา หลายครั้งที่มีคนกล้าหยิบหนังคลาสสิกมาทำไม แล้วเหมือนฆ่าตัวตาย เพราะออกมาพังพินาศ อย่างเคสล่าสุดที่เห็นชัดเจน คือความพยายามรีเมก Ben-Hur หนังที่เคยได้ออสการ์มากที่สุดตลอดกาล ผลลัพธ์คือโดนด่ายับ แต่ความท้าทายล่าสุดเกิดขึ้นกับ พ่อมดแห่งฮอลลีวูด อย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่เขาเหลือหยิบเอา West Side Story มาทำใหม่ ทั้งๆที่หนังต้นฉบับเมื่อปี 1961 คว้ามาได้ถึง 10 รางวัลออสการ์ รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กลายเป็นอีกหนึ่งหนังเพลงที่อมตะตลอดกาล การสร้างใหม่ในครั้งนี้ จึงถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ว่าผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไร

อันที่จริงแล้ว ต้นกำเนิดของ West Side Story คือละครเพลงบรอดเวย์เมื่อปี 1957 ที่ได้รับความนิยมล้นหลาม ก่อนที่จะถูกนำมาดัดแปลงเป็นฉบับหนัง ซึ่งต้นเรื่องของมันก็คือ Romeo & Juliet ของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ที่หยิบเอามาปรับให้เข้ากับยุคสมัยนั้น เป็นความรักของหนุ่มสาวที่อยู่ต่างแก๊งกันในนิวยอร์กยุค 50 พอสปีลเบิร์กเอาเรื่องใหม่มาถ่ายทอดด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ ก็ยังคงเรื่องราวให้เกิดขึ้นในยุคนั้น หนังเล่าถึง โทนี่ (รับบทโดย แอนเซล เอวกอร์ต จาก The Fault in Our Stars และ Baby Driver) ชายหนุ่มจากแก๊งเจ็ตส์ ที่เพิ่งพ้นโทษจากคุกมาหมาดๆ เขาตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีเรื่องราวทะเลาะวิวาทกับใคร และได้มาตกหลุมรักกับ มาเรีย (รับบทโดย ราเชล เซคเกอร์ ในผลงานหนังเรื่องแรก) หญิงสาวที่เขาพบว่ามาจากแก๊งศัตรูคู่อริ ที่มีพี่ชายเป็นหัวหน้าแก๊ง เรื่องราวความรักของทั้งสอง จึงได้ดำเนินไป คู่ขนานกับปัญหาความตึงเครียดระหว่างแก๊งที่ค่อยๆยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่องๆ รวมถึงพวกเขายังถูกจับตามองโดยตำรวจที่พร้อมจับกุมตลอดเวลา ความรักของ โทนี่และมาเรีย จะสมหวังหรือไม่ ต้องไปติดตามกัน !

สำหรับผู้เขียน หนึ่งในคุณสมบัติของหนังดี ที่หนังที่หยุดเวลาของผู้ชมเอาไว้ ทำให้ผู้ชมเหมือนหลุดเข้าไปในโลกของภาพยนตร์ที่ผู้กำกับสร้างขึ้นมา ซึ่ง West Side Story ทำได้เช่นนั้น เพียงแค่ฉากแรก ก็เหมือนเราเข้าไปยังนิวยอร์กยุค 50 ในแบบที่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เนรมิตไว้ และตรึงเราไว้ได้อย่างดี แม้หนังจะมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 40 นาทีก็ตาม แต่ทุกองค์ประกอบของหนัง ทั้งเนื้อเรื่อง บทเพลง ฉากๆ เหมือนสะกดเราเอาไว้ ซึ่ง West Side Story ในฉบับปี 2021 เหมือนเป็นส่วนผสมที่มีทั้งกลิ่นอายของความอมตะแบบก่อนๆ บวกกับความทันสมัย ที่ดูแล้วลงตัวกลมกล่อม เหมือนหนังเรื่องนี้อยู่เหนือกาลเวลา แม้จะเล่าเรื่องที่ย้อนยุค แต่กลับดูเข้ากับยุคสมัยเป็นอย่างมาก

หัวใจหลักของ West Side Story คงหนีไม่พ้น บทเพลง ท้วงทำนอง และการออกแบบท่าเต้น ที่ยังคงหยิบเอาจากต้นฉบับ มาปรับใหม่ให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น หนังฉบับนี้ไม่ใช่แค่การรีเมก แต่เป็นเหมือนการปรับเปลี่ยน อะไรที่ไม่ดีก็ปรับให้มันดี อะไรที่ดีแล้วก็ทำให้ดีชัดเจนขึ้นไปอีก บทเพลงต่างๆถูกถ่ายทอดในจังหวะที่เหมาะสม ด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ของนักแสดง (ที่จะกล่าวถึงในย่อหน้าถัดไป) บวกกับการออกแบบท่าเต้น ที่ชวนตื่นตาในทุกจังหวะ เจอมุมกล้องแต่ละกันที่ทั้งสวยและเสริมฉากนั้นๆเข้าไปอีก หลายจังหวะเหมือนเรานั่งอยู่ในโรงละครจริงๆ แทบไม่เหมือนเรานั่งในโรงภาพยนตร์เลย

บุคคลที่โดดเด่นที่สุดของ West Side Story คงหนีไม่พ้น ราเชล เซคเกอร์ นางเอกของเรื่องในบทมาเรีย ใครจะคิดว่านี่เป็นเพียงผลงานหนังใหญ่เรื่องแรกของเธอเท่านั้น (ซึ่งตอนนี้เธอจะได้เล่นเป็น เจ้าหญิงใน Snow White ฉบับใหม่ที่ กัล กาด็อต เป็นแม่มดใจร้าย) ตั้งแต่วินาทีแรกที่ปรากฏตัว เธอสะกดสายตามาก และเมื่อยิ่งเปล่งเสียงออกมา มันคมกริบบาดหูบาดใจยิ่งนัก และเมื่อเธอแวดล้อมด้วยทีมนักแสดงสมทบที่ล้วนเป็นตัวจี๊ดของบรอดเวย์ มันยิ่งไปกันใหญ่ อีกคนที่เซอร์ไพรสทีเดียว คือ แอนเซล เอลกอร์ต พระเอกของเรื่องที่เราอาจจะไม่ค่อยเห็นเขาในมุมมิวสิคัล ก็ถ่ายทอดน้ำเสียง สีหน้า แววตา ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แต่ที่สุดจริงๆต้องยกให้ ริต้า โมเรโน่ หนึ่งในนักแสดงจาก West Side Story ฉบับปี 1961 ที่กลับมาในเวอร์ชั่นนี้ในอีกบทที่สำคัญ และมีซีนเด็ดที่เธอทำได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ตลอดชีวิตการทำงานเกือบ 50 ปี ไม่มีใครกังขาความสามารถของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เขามีผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมายทุกยุคสมัย ทั้ง Jaws, Raiders of the Lost Ark, Jurassic Park, Schinder's List และ Saving Private Ryan นี่คืออีกครั้งที่ สปีลเบิร์ก สร้างผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นใหม่ และไม่น่าเชื่อว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำหนังมิวสิคัลด้วย สปีลเบิร์กเหมือนทำมันด้วยใจและหยิบเอาทุกศาสตร์ในการสร้างหนังมาใช้ ได้อย่างลงตัว ทำให้ทุกองค์ประกอบกลมกลืนและแทบไม่มีอะไรที่ผิดแปลกเลย คงจะไม่เซอร์ไพรส ถ้า West Side Story จะมีบทบาทบนเวทีออสการ์ปีนี้อย่างมาก และถ้ามันชนะรางวัลใหญ่สุด อาจเป็นสถิติครั้งแรก ที่หนังต้นฉบับและหนังรีเมก คว้า Best Picture ก็เป็นอันได้ ! 

(ให้ 9.5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM