HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

เป็นที่ทราบกันดีว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นักแสดงระดับคุณภาพอย่าง เลียม นีสัน ก็ผันตัวเองกลายมาเป็นแอ็กชั่นสตาร์ซะอย่างงั้น หลังความสำเร็จของ Taken เขากลายมาเป็นขาบู๊สายดุในวัย 50 ปี เราจะพบได้ว่าหนังแอ็กชั่นของเลียมในยุคแรกๆหลัง Taken เต็มไปด้วยคอนเซปต์ที่น่าสนใจ น่าติดตาม และเสริมคาแรคเตอร์ความระห่ำของเขาได้อย่างดี จนกระทั่งในยุคไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งตัวเลียมเองและหนังที่เขาแสดงเริ่มแก่ลงตามวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Honest Thief และ The Marksman ที่หนังทั้งแก่ทั้งเชื่องช้าไม่ต่างจากตัวละครนำ จนกระทั่งผลงานล่าสุดอย่าง The Ice Road ที่ดูเหมือนว่าจะพาเลียมกลับไปสู่บทนำในหนังแอ็กชันที่มีคอนเซปต์อีกครั้ง

ด้วยเครดิตของ โจนาธาน เฮนสลี่ย์ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ที่เคยโปรดิวซ์ Armageddon และ Con Air มาแล้ว จึงไม่แปลกใจที่ The Ice Road จะมีกลิ่นอายของหนังแอ็กชั่นในยุค 90 ที่เต็มไปด้วยคอนเซปต์เรื่องภัยพิบัติ จัดหนักเรื่องข้อจำกัดของพล็อต หนังเริ่มต้นเรื่องจากเหตุการณ์เหมืิองทางตอนเหนือของแคนาดาถล่ม ทำให้คนงานติดอยู่ในนั้น 26 ชีวิตและเหลือเวลาเพียง30 ชั่วโมงก่อนที่อากาศหายใจจะหมด ทางเดียวที่จะไปช่วยพวกเขาได้คือการขับรถขนาดยักษ์ขนท่อแก๊ซขนาดใหญ่มุ่งตรงไปหาพวกเขา โดยผ่านไฮเวย์น้ำแข็ง ซึ่งช่วงเวลาเกิดเหตุคือเดือนเมษายน ซึ่งน้ำแข็งเริ่มจะละลายแล้ว จึงอันตรายอย่างมากที่จะซิ่งผ่านเส้นทางนี้ไป โดย เลียม นีสัน คือคนขับรถมือฉกาจที่ขอนำทีมฝ่านรกครั้งนี้ เพื่อไปช่วยเหล่าผู้ประสบภัยก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ใครที่เป็นคอหนังแอ็กชั่นมหันตภัยหรือคอหนังบู๊จากยุค 90 ที่เส้นเรื่องเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย การแข่งกับเวลา การแข่งกับธรรมชาติ และการแข่งกับมนุษย์ฝั่งตัวร้าย น่าจะพึงพอใจหนังเรื่องนี้ The Ice Road ถือเป็นหนังแอ็กชั่นของเลียม นีสัน ที่น่าติดตามที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่ The Commuter ที่ดูจะมีคอนเซปต์เกาะแบบชัดเจน หนังใช้เวลาไม่นานนักในการ Set Up เส้นเรื่อง ปูพื้นหลังของตัวละครก่อนที่จะออกลุยไปกับไฮเวย์น้ำแข็ง ซึ่งถือว่าเป็นของแปลกใหม่ในกลุ่มหนังแอ็กชั่น เราเห็นฉากซิ่งเสี่ยงตายมากมาย แม้แต่ฉากซิ่งบนน้ำแข็งก็เห็นมาแล้วในตระกูล Fast & Furious แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูน่ากลัวและไม่น่าไว้วางใจเท่าหนังเรื่องนี้ ตลอดเวลาที่ทีมรถขนาดยักษ์ (เรียกกันว่า เดอะบิ๊กริ๊กส์) แล่นไปบนไฮเวย์น้ำแข็ง หนังสามารถบิวด์ให้ชวนตื่นเต้นได้ทุกนาทีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามปัญหาหลักของ The Ice Road คือการที่มันไม่ได้อยู่แค่บนไฮเวย์น้ำแข็ง ซึ่งเป็นส่วนไฮไลต์หลักของหนัง หนังใช้เวลาพอสมควรกับการแอ็กชั่นไล่ล่าที่อยู่บนพื้นถนนปกติทั่วไป ทำให้ฉากเหล่านั้นไม่ได้แตกต่างจากหนังแอ็กชั่นจำนวนมาก บวกกับหนังพยายามจะใส่ตัวร้ายเข้ามา ซึ่งอาจจะไม่ได้จำเป็นเลย สำหรับหนังที่มีคุณสมบัติที่ดีของการเป็นหนังภัยพิบัติอยู่แล้ว ถ้าเพิ่มฉากระทึกเสี่ยงตายกับธรรมชาติเข้าไป The Ice Road จะเป็นหนังบู๊ระทึกที่เต็มอิ่มมากกว่านี้ พอให้พื้นที่กับฉากที่ไม่ได้อยู่บนถนนน้ำแข็ง เพิ่มซีนของตัวร้ายฝั่งมนุษย์เข้ามา แทนที่จะโดดเด่นเหนือหนังประเภทเดียวกัน กลับดึง The Ice Road ให้กลับมาใกล้เคียงกับหนังแอ็กชั่นทั่วไป

ความพิเศษของ The Ice Road ที่ทำได้ดีเหนือว่าหนังเลียมในหลายๆเรื่อง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครพระเอกกับสมาชิกในครอบครัว จริงๆส่วนนี้ถือว่าเอกลักษณ์ในหนังเขาอยู่แล้ว อย่าง Taken ที่พยายามทำทุกทางเพื่อปกป้องลูกสาว หรือใน Run All Night ที่พยายามปกป้องลูกชาย สำหรับ The Ice Road แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ แต่ตัวละครที่อยู่ข้างเขาเสมอคือ น้องชาย ทหารผ่านศึกที่สูญเสียความมั่นใจจากสนามรบและเป็นโรคทางจิต หนังเล่าพาร์ทนี้ได้ดี ทำให้เห็นถึงความผูกพันของทั้งสอง และทำให้คนดูเสียน้ำตาไปกับฉากประทับใจของทั้งคู่ด้วย รวมถึงเราจะได้เห็นเลียม นีสัน ร้องไห้ในหนังแอ็กชั่น ซึ่งถ้าเป็นแอ็กชั่นสตาร์คนอื่นๆ อาจจะไม่ได้เห็นกันง่ายๆ

อีกหนึ่งความน่าเสียดายของ The Ice Road คือการที่ได้ดาราพลังเหลือล้นอย่าง ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น มาร่วมจอ แต่เขากลับไม่ได้โชว์อะไรมากนัก เลยแอบเสียดายนิดๆ แต่โดยรวม The Ice Road ถือว่าเป็นหนังแอ็กชันที่มีองค์ประกอบที่บันเทิงพอสมควรเลย มีฉากตื่นเต้นให้ได้ลุ้นกันตลอดเวลา และใครที่เป็นแฟนหนังของเลียม นีสัน เรื่องนี้ถือว่าเป็นกราฟขึ้นสำหรับเขา ถ้าผิดหวังจากผลงานชิ้นก่อนๆ ลองมาดูชิ้นนี้ ถือว่าทั้งฟอร์มและผลลัพธ์ออกมาดีกว่าหลายปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

(ให้ 7.5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM