HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

ขึ้นแท่นภาพยนตร์เอพิคไซไฟที่สร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งคอหนังและค่ายหนังมากที่สุดก่อนจะฉาย ในฟากของผู้ชมก็รอคอยด้วยฟอร์มหนังอันมโหฬาร ทีมนักแสดงชุดใหญ่ และเครดิิตของผู้กำกับ เดอนี วิลเนิร์ฟ ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังจากPrisoners, Sicario, Arrival และ Blade Runner 2049 ในฝั่งของค่ายหนังก็ลุ้นไม่แพ้กัน เพราะลงทุนไปมหาศาล แต่ต้องยอมรับว่าหนังขายไม่ง่ายนัก แถมฉบับที่แล้วเมื่อปี 1984 ยังคว่ำไม่เป็นท่า ด้วยนิยายต้นฉบับที่ว่ากันว่า ดัดแปลงยากสุดๆ ทางวอร์เนอร์จึงลุ้นขั้นสุดให้รายได้ออกมาอย่างน่าพอใจ เพื่อจะได้เป็นใบเบิกทางสำหรับภาคต่อ ซึ่งว่ากันว่า Dune ในฉบับภาพยนตร์นี้ หยิบหนังสือต้นฉบับเพียงแค่ครึ่งเล่มแรกมาสร้างเท่านั้น

Dune ถือกำเนิดจากนิยายของแฟรงก์ เฮย์เบิร์ต ในปี 1965 มันกลายเป็นหนังสือที่ยอดขายถล่มทลาย ได้รับคำชมมหาศาล มีเล่มต่อตามออกมาอีกจำนวนมาก และเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการสร้างหนังไซไฟและเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อไป โดยศูนย์กลางของ Dune เล่าถึงตระกูลอะเทรดีส ตระกูลชั้นชนปกครอง ที่ได้มอบหมายจากองค์จักรพรรดิให้ไปปกครองดาวอาร์ราคิส อาณาจักรที่แห้งแล้งเพราะพื้นที่แทบทั้งหมดคือทะเลทราย แต่ในทางตรงข้ามมันกลับมีที่มีแร่ธาตุสำคัญอย่าง สไปซ์ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อตระกูลอะเทรดีสเดินทางไปถึงดาวดวงนี้ ไม่นานพวกเขากลับพบศัตรูที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรของจักรพรรดิ ที่พร้อมจะหักหลังตระกูลนี้ รวมถึงชาวฟรีเมน ชนเผ่าที่ตั้งรกรากอยู่ในดาวดวงนี้มาก่อนหน้า พวกเขารู้จักพื้นที่ทะเลทรายเป็นอย่างดี

ไฮไลต์สำคัญของ Dune คือทีมนักแสดงชุดใหญ่ที่สร้างความฮือฮาตั้งแต่ประกาศสร้าง เริ่มจาก ทิโมธี ชาลาเมต์ จาก Call Me By Your Name กับบทบาทพอล ทายาทของตระกูลอะเทรดีส ที่ไม่ฝักใฝ่ในอำนาจ โดยก่อนหน้าจะมาถึงดาวดวงนี้ เขาเห็นนิมิตในฝันถึงหญิงปริศนาชาวฟรีเมนคนหนึ่ง (ซึ่งรับบทโดย เซนดาย่า จาก Spider-Man : Homecoming) อยู่เสมอ โดยพอลได้รับการเลี้ยงดูจากบิดาอย่าง ท่านดยุคเลโท (รับบทโดย ออสการ์ ไอแซ็ค จาก Star Wars : The Force Awakens) และมารดาอย่าง เจสสิก้า (รับบทโดย รีเบกก้า เฟอร์กูสัน จาก Mission: Impossible – Fallout) รวมถึงได้รับการฝึกฝนการต่อสู้จากอาจารย์ของเขา ที่รับบทโดย จอช โบรลิน จาก Avengers : Endgame และเจสัน มามัว จาก Aquaman ก่อนที่เขาจะต้องต้อสู้กับสงครามในอนาคต ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

หลังจากดูเสร็จจะพบว่า Dune เป็นไปตามความคาดหมายทั้งในแง่บวกและลบ ภาพรวมมันคือหนังที่สร้างความเป็นมหากาพย์ได้อย่างยอดเยี่ยม มีความยิ่งใหญ่ทั้งงานภาพ เสียง การเล่าเรื่อง ทุกอย่างส่งให้มันเป็นหนัง Epic ในแบบที่ควรจะเป็นทั้งหมด แต่สิ่งที่โดดเด่นเนื้อทุกอย่าง คืองานโปรดักชั่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะวิชวลที่ปรากฏบนจอ มันทั้งชวนอึ้ง ตื่นตาและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเรื่องใด โดยอย่างยิ่งการดู IMAX ยิ่งเสริมความใหญ่โตและเต็มอารมณ์ให้กับหนังได้อย่างดีเยี่ยม บวกกับดนตรีประกอบของ ฮาน ซิมเมอร์ ที่บิลด์ความอลังการได้อย่างดี ตลอด 165 นาทีบนจอภาพยนตร์ คือความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง เหมือนผู้กำกับ เดอนี วิลเนิร์ฟ ได้หยิบเอาทุกศาสตร์ทุกศิลปะในการสร้างภาพยนตร์มาทุ่มเทให้กับเรื่องนี้ หลังจากที่คอหนังเคยอ้าปากค้างกับ Blade Runner 2049 เรื่องนี้คือไม่แพ้กัน แน่นอนว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Dune จะมีบทบาทบนเวทีออสการ์ปีนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาขาที่เกี่ยวข้องกับงานสร้าง

จากงานภาพและเสียงที่กระหึ่มตื่นตาแล้ว นำมาสู่พาร์ทที่หลายคนแอบกังวลไม่น้อยก่อนชม คือการเล่าเรื่อง เนื่องจาก Dune เป็นนิยายที่มีความซับซ้อน นี่คือโจทย์ยากที่ เดอนี วิลเนิร์ฟ จะต้องดัดแปลงมัน ให้เป็นมิตรกับผู้ชมให้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคงเหลือหัวใจของเรื่องไว้ให้ได้ ซึ่งแม้ว่าหลายคนจะบอกว่า เดอนี ย่อยนิยายมาพอสมควรแล้ว แต่ Dune ก็ยังใช้เวลาในการปูเรื่องค่อนข้างนาน (อันที่จริงแล้ว หนังทั้งเรื่องแทบจะเป็นการปูทั้งหมดเลยก็ว่าได้) แต่ที่หนักหน่วงสุดคือช่วงประมาณ 30 นาทีแรก ที่เท้าความถึงตัวละครต่างๆ ความสัมพันธ์ว่าใครเป็นใคร ปกครองดาวดวงไหน ไม่ถูกกับใคร อาณาจักรนู้นนี้ชื่อว่าอะไร ช่วงนี้ผู้ชมอาจจะต้องตั้งใจในการดูมากนิดนึง เหมือนติวข้อสอบก่อนเข้าสนามสอบ เพราะหนังจะเล่าข้อมูลที่ค่อนข้างถาโถม แต่เมื่อผ่านมันไปได้ เริ่มเข้าสู่พาร์ทที่เล่าไปตามเส้นเรื่องหลักแล้ว ก็เหมือนรถที่เครื่องสตาร์ทติด หลังจากนั้นก็จะลุยยาวไปจนจบ ซึ่งอย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า Dune ฉบับนี้ ถูกหยิบจากหนังสือเพียงครึ่งแรกมาสร้างเท่านั้น ดังนั้นผู้ชมอาจจะรู้สึกเหมือนมันยังค้างคา มันจะเป็นแค่การปูเรื่อง แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็บิลด์ผู้ชมมาอย่างดี ให้กระหายอยากชมต่อ ซึ่งก็เหลือแค่การภาวนาให้รายรับหนังออกมาน่าพอใจ จนวอร์เนอร์อนุมัติการสร้างภาคต่อ

แน่นอนว่าหัวใจหลักของหนังคือตัวละครพอล ของ ทิโมธี ชาลาเมต์ ซึ่งท่ามกลางนักแสดงคุณภาพรุ่นใหญ่มากมาย เขาสามารถถ่ายทอดบทพอลได้ออกมาอย่างมีมิติ เขาสามารถเป็นศูนย์กลางของเรื่องได้อย่างไม่มีข้อกังขา เขามีส่วนผสมระหว่างนักปกครองและนักสู้ได้อย่างพอๆกัน ส่วนอีกสองท่านที่บทเด่นไม่แพ้ลูก คือ ออสการ์ ไอแซ็คกับ รีเบกก้า เฟอร์กูสัน ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีตามมาตรฐาน แต่คนที่ผู้เขียนชอบมากเป็นพิเศษคือ สตาแลน สการ์สการ์ด (จาก Thor) ที่รับบทวลาดิเมียร์ ผู้นำตระกูลศัตรูของอะเทรดิส ซึ่งถ่ายทอดบทได้อย่างน่าเกรงขาม ชวนขนลุกและน่าขยะแขยงไปพร้อมๆกัน ส่วนนักแสดงสมทบที่เหลือล้วนมาพร้อมกับบทบาทที่ทำให้เรากระหาย อยากเห็นพวกเขาบนจอมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซนดาย่า และฮาเวียร์ บาร์เดม ที่น่าจะมีบทบาทสำคัญในภาคต่อๆไป

โดยรวม Dune คือการเอพิคไซไฟที่สร้างความเป็นมหากาพย์ได้อย่างยอดเยี่ยมทุกองค์ประกอบ แต่ที่ต้องเอ่ยถึงเป็นพิเศษคือ การออกแบบงานสร้าง งานภาพและงานเสียง ที่เชิดชูให้หนังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ทีมนักแสดงชุดใหญ่ต่างเกื้อหนุนให้หนังทรงพลังมากยิ่งขึ้น มีเพียงเรื่องของพล็อตที่ผู้ชมอาจจะรู้สึกว่าไปไม่สุด ด้วยข้อจำกัดเรื่องความซับซ้อนจากหนังสือต้นฉบับที่ทำให้หนัง Dune สามารถเล่าได้เพียงครึ่งทาง และช่วงปูพล็อตที่ใช้เวลาค่อนข้าง แต่โดยรวม Dune คือหนังที่พิสูจน์ว่า เสน่ห์ของโรงภาพยนตร์คืออะไร ความวิเศษของโลกภาพยนตร์คืออะไร นี่คือหนังที่คุณควรจะดูในจอใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือหนังที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูในโรงภาพยนตร์เป็นหลัก

(ให้ 9 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM