HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

ขยับวันฉายมามากกว่าปีครึ่งสำหรับ Fast & Furious 9 โคตรแฟรนไชส์ของความเร็วและความแรง ที่เดินทางมาครบ 20 ปีพอดี (หนัง The Fast & The Furious ภาคแรก เข้าฉายเมื่อมิถุนายนปี 2001) ออกจากเวลาจะผ่านมายาวนานถึง 2 ทศวรรษแล้ว ทิศทางของมันก็ค่อยๆเปลี่ยนไปพอสมควร จากหนังแนวรถซิ่ง ที่พล็อตเป็นเรื่องของมิตรภาพระหว่างตำรวจและโจร การแฝงตัวเข้าไปในแก๊งอาชญากร แนวทางของแฟรนไชส์นี้ ค่อยๆบิดสู่หนังรถซิ่งที่เว่อร์มากขึ้นเรื่อยๆ ไปไกลยิ่งกว่าหนังที่ว่าเว่อร์แล้ว อย่าง James Bond และ Mission: Impossible เสียอีก ส่วนในแง่ของพล็อต ทีมนักแสดงนำก็กลายเป็นเหมือนทีมจารชนที่คอยกอบกู้โลกและปราบเหล่าร้าย !

ในภาคล่าสุดนี้ นอกจากทีมนักแสดงนำจากภาคก่อนๆจะกลับมากันแบบครบทีมแล้ว ยังได้ผู้กำกับที่รู้จักแฟรนไชส์นี้ดีสุดอย่าง จัสติน ลิน ที่กำกับภาค 3-6 กลับมาทำหน้าที่เดิมในอีกครั้ง ในภาคนี้ดอม (รับบทโดย วิน ดีเซล) จะต้องเผชิญกับตัวร้ายที่พยายามขโมยอาวุธบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อโลก แต่ชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่กลับเป็น เจค็อบ (รับบทโดย จอห์น ซีน่า) น้องชายแท้ๆของเขาที่ห่างกันไปตั้งแต่วัยรุ่น ด้วยปมบางอย่างที่รอการเฉลยในหนัง และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เจค็อบได้ร่วมมือกับ ไซเฟอร์ (รับบทโดย ชาร์ลีซ เธํียรอน) ตัวร้ายจากภาคที่แล้ว ที่แม้จะถูกจับตัวไปแต่ก็ยังวางแผนทำลายล้างโลกอยู่ดี และอีกหนึ่งปมที่โผล่เข้ามา ซึ่งแฟนๆน่าจะได้เห็นในตัวอย่างแล้วคือ ฮาน (รับบทโดย ซง คัง) อีกหนึ่งสมาชิกครอบครัวฟาสต์ที่ดูเหมือนจะเสียชีวิตไปแล้วในภาค 6 แต่กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในภาคนี้ แต่จะเพราะอะไรกันแน่ ต้องไปติดตามในหนัง

Fast & Furious 9 ก็ยังคงทำหน้าที่ในฐานะหนังแอ็กชั่นบล็อกบัสเตอร์ที่ทั้งบันเทิงและเว่อร์เกินร้อยได้ตามเดิม อะไรที่แฟนๆคาดหวังไว้ โดยเฉพาะฉากแอ็กชั่นที่ลุ้นไม่ติดเบาะและแหกทุกกฏเกณฑ์ เราจะได้ดูในภาคนี้ หนังยังคงทำได้ดีมากๆ โดยเฉพาะฉากขับรถไล่ล่าขนาดใหญ่ ที่เราน่าจะเห็นแว้บๆกันแล้วในตัวอย่าง พอได้ดูฉากเหล่านี้แบบเต็มๆ ในโรงที่จอใหญ่ๆ ระบบเสียงที่มันกระหึ่ม มันคือความรู้สึกแบบที่กระหายมาโดยตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่โรงหนังปิดไป F9 เป็นหนังที่มาตอกย้ำว่า หนังแอ็กชั่นเบอร์นี้ มันต้องคู่ควรกับจอใหญ่ๆเท่านั้น ถึงจะได้อารมณ์เต็มร้อย แบบที่ผู้สร้างตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญที่เราเริ่มเห็นจากหนัง F9 คือการที่มันพยายามเว่อร์ขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่คนแซวกันว่าอีกหน่อยมันคงไปอวกาศ สิ่งนี้ทำให้เกิดทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับฉากแอ็กชั่นของแฟรนไชส์ ข้อดีมากๆคือมันเปิดโอกาสให้หนังสามารถดีไซน์ฉากแอ็กชั่น ฉากซิ่งรถไล่ล่าที่เว่อร์เบอร์ไหนก็ได้ สามารถทะลุกรอบหรือเพดานความคิด โดยไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด ไม่ต้องคำนึงถึงหลักเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์ ตัวละครไม่มีวันตายอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม มันก็นำมาสู่ข้อเสียที่ชัดเจน พอยิ่งเว่อร์ความจริงจังของมันก็ลดลงเรื่อยๆ ผู้ชมจะรู้สึกมันอย่างเดียวโดยที่ไม่มีอารมณ์ร่วมในแง่ของความตรึงอารมณ์เท่าไหร่นัก เทียบกับหนังอย่าง James Bond และ Mission: Impossible ที่แม้จะเว่อร์ขนาดไหน ขานึงของมันก็ยังติดดินเสมอ เราสามารถคิดได้เสมอว่าตัวละครตายได้ แต่สำหรับตระกูล Fast & Furious เราเดินทางมาถึงจุดที่ไม่ใช่แล้ว

อีกปัญหาที่ชัดเจนและเกี่ยวข้องกัน คือการคืนชีพตัวละคร หนังตระกูลนี้ เลยใช้มุกนี้มาแล้ว กับตัวละคร เลตตี้ ของมิเชลล์ โรดริเกซ แล้วก็มาถึงตัวละครฮาน ซึ่งการใช้มุกนี้บ่อยๆ หมายความว่า การตายหลังจากนี้ เริ่มจะไม่มีความหมายอะไรแล้วนะ เพราะคุณสามารถชุบชีวิตตัวละครได้เรื่อยๆ ผู้ชมก็จะเริ่มปล่อยวางจากการเอาใจช่วย เพราะต่อให้เรื่องบิลด์มาเข้มข้นขนาดไหนก็ตาม คุณก็ไม่มีทางตายหรอก หรือต่อให้คุณตาย ถ้าอยู่ในทีมพระเอก คุณก็พร้อมจะมีชีวิตรอดหรือโผล่กลับมาได้เสมอ การพยายามดึงตัวละครเก่ากลับมาแบบนี้ มุมนึงก็ดีที่ทำให้แฟนๆรู้สึกดีใจที่พวกเขากลับมา แต่ในอีกมุม ในแง่ความจริงจังก็หายไปแล้วเช่นกัน

ระหว่างดู F9 สำหรับผู้เขียนหลายครั้ง เริ่มรู้สึกคิดถึงหนังของแฟรนไชส์นี้ ในช่วงประมาณภาค 5-7 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด โดยเฉพาะ Fast Five มันเป็นการปรุงรสชาติทั้งการเป็นหนังประเภทรถซิ่ง มิตรภาพครอบครัว แอ็กชั่นที่เว่อร์นิดๆ แต่ก็ยังเข้มข้นในพล็อตและฉากต่างๆ เป็นองค์ประกอบที่กำลังลงตัว ก่อนที่มันจะค่อยๆเบนมาทางเว่อร์และไม่จริงจังขึ้นเรื่อยๆ บนสนทนาหลายฉากของ F9 ยิ่งทำให้หนังภาคนี้เหมือนหนัง parody ตัวเอง มันทั้งแซวตัวเอง หยิบเอาหนังเรื่องอื่นๆอย่าง Star Wars มากล่าวถึง แล้วดันไม่ค่อยตลกเสียด้วย ท้ายที่สุด F9 ก็ยังคงเป็นหนังแอ็กชั่นที่ดูสนุกมากๆ และโคตรมันส์มากๆเรื่องนึง แต่เราก็คาดหวังเล็กๆว่า มันจะกลับมาจริงจังและเพิ่มอารมณ์ซีเรียสขึ้นอีกหน่อยในภาค 10-11 ที่ผู้สร้างวางไว้ว่า มันจะเป็นบทสรุปของหนังตระกูลนี้

(ให้ 7 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM