HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

ทุกการเดินทางมีจุดสิ้นสุด เช่นเดียวกับบทบาท เจมส์ บอนด์ สายลับเบอร์หนึ่งของโลก ซึ่ง แดเนียล เคร็ก ถ่ายทอดบทดังกล่าวมาตั้งแต่ Casino Royale ในปี 2006 จากคำครหาว่าเขาไม่เหมาะสมกับบทเมื่อตอนนั้น แดเนียลได้พิสูจน์แล้วว่าเขาถ่ายทอดบท 007 ได้อย่างดีเยี่ยม จนกระทั่ง Skyfall หนังบอนด์เรื่องที่ 3 ที่เขาเล่นขึ้นแท่นหนังบอนด์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล แถมเป็นหนังบอนด์เรื่องแรกที่กวาดรายได้ทั่วโลกทะลุ 1,000 ล้านเหรียญฯ จนกระทั่งมาถึง No Time To Die หนังบอนด์ลำดับที่ 25 ซึ่งจะเป็นครั้งที่ 5 และครั้งสุดท้าย ที่แดเนียล รับบทนี้ โดยอันที่จริงแล้วหนังมีแพลนจะเข้าฉายตั้งแต่ เมษายนปีที่แล้ว แต่เพราะโควิด-19 ทำให้หนังต้องเลื่อนหลายต่อหลายครั้ง และแล้วการรอคอยก็สิ้นสุด ซึ่งผลลัพภ์ของ No Time To Die ช่างคุ้มค่าแก่การรอคอย เพราะนี่คือหนึ่งในหนังบอนด์ที่ยอดเยี่ยมและบีบหัวใจผู้ชมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

No Time To Die เล่าเรื่องราว 5 ปีหลังเหตุการณ์ในภาคก่อนอย่าง Spectre เมื่อบอนด์วางมือและใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย จนกระทั่งการมาถึงของ เฟลิกซ์ อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ สหายเก่าแก่ของบอนด์ ที่ขอให้เขากลับมาทำภารกิจอีกครั้ง เมื่อนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญหายตัวไป พร้อมกับอาวุธสุดอันตราย ซึ่งถ้าอาวุธนี้หลุดรอดออกไปถึงมือคนร้าย โลกจะถึงคราววิบัติอย่างแน่นอน ซึ่งนี่เป็นเพียงพล็อตคร่าวๆของ No Time To Die เท่านั้น ด้วยความยาวถึง 2 ชม. 45 นาที ขึ้นแท่นหนังบอนด์ที่มีความยาวอย่างเต็มอิ่ม ยังมีรายละเอียดมากมายที่รอการเปิดเผย รวมถึงไปถ้าใครติดตามบอนด์ฉบับ แดเนียล เคร็ก ประเด็นจากภาคต่างๆก็ยังคงโยงมามีส่วนสำคัญในภาคนี้ โดยเฉพาะ Spectre ซึ่งหนังเรื่องนี้เหมือนภาคต่ออย่างเต็มตัว (ต่างจากหนังบอนด์ยุคก่อนๆที่แทบจะดูแยกได้ทุกภาค)

สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนใน No Time To Die เมื่อเทียบกับหนังบอนด์ยุคก่อนหน้าอย่าง เพียร์ซ บรอสแนน คือความจริงจังและเป็นมนุษย์มากขึ้นของตัวละคร ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งในเส้นเรื่อง และฉากแอ็กชั่น ก่อนหน้านี้เราจะเห็นฉากบู๊ที่เน้นเว่อร์เป็นหลัก รวมถึงตัวละครที่ดูจะการ์ตูนเสียมากๆ แม้แต่ตัวร้ายที่ดูพิศดารเกินจริงไปเยอะ แต่บอนด์ในยุคของเคร็กจะมีความติดดิน มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น และในภาคนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก ด้วยคอนเซปท์ที่ว่า แดเนียล เคร็ก จะรับบทบอนด์เป็นครั้งสุดท้าย ยิ่งส่งให้การสร้างพล็อตของภาคนี้ สามารถบีบอารมณ์ผู้ชมได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม รวมถึงฉากแอ็กชันที่จัดใหญ่ส่งท้าย และด้วยธีมที่สมจริง กลายเป็นว่าฉากแอ็กชั่นเล่านี้ เพิ่มความระทึกได้อย่างดี ไม่ได้ดูเอามันส์เพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น

ในแง่ของการแสดง ภาคนี้เราจะได้เห็น แดเนียล เคร็ก ถ่ายทอดแง่มุมที่หลากหลายของบอนด์ หลังจากเราผูกพันกับบอนด์ฉบับเขามานานถึง 15 ปี ภาคนี้จะทำให้เราได้ซึมซับอารมณ์ของตัวละครแบบครบทุกด้านจริงๆ น่าจะเป็นภาคที่สร้างบอนด์ได้มีมิติที่สุดแล้ว และนักแสดงที่โดดเด่นคู่กับเคร็กมาคือ ลีอา เลอา แซดู เจ้าของบทบาทแมเดอลีน คนรักของบอนด์ที่มีความลับบางอย่างในอดีตซ่อนไว้ เธอถ่ายทอดบทนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมและพัฒนาจากภาคก่อนเยอะมาก สำหรับนักแสดงที่ขโมยซีนได้มากสุด ต้องยกให้ อนา เดอ อาร์มัส กับบทเจ้าหน้าที่ซีไอเอฝึกหัดที่มาทำภารกิจกับบอนด์ ซึ่งเสน่ห์ของเธอแรงมาก แม้อนาจะเคยร่วมงานกับแดเนียลใน Knives Out มาแล้ว แต่เคมีในเรื่องนี้คือคนละระดับเลย พลังความฮ็อตของสองตัวละครคือสูงมาก จนรู้สึกว่าเวลาบนจอของเธอน้อยไป ส่วนนักแสดงที่น่าเสียดายที่สุดคือ รามิ มาเลค กับบทตัวร้ายหลักของเรื่อง ที่ธรรมดาไปและเวลาบนจอน้อยเกินไป ยิ่งเทียบกับ คริสทอฟ วอลซ์ หรือ ฆาเวียร์ บาร์เด็ม ในสองภาคก่อน ตัวละครของเขาดูเบากว่าอย่างชัดเจน

No Time To Die คือหนังบอนด์ที่ส่งท้าย แดเนียล เคร็ก ได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยพล็อตและฉากแอ็กชัน รวมถึงความยาว ทำให้หนังภาคนี้มีความเป็นหนังมหากาพย์สูงมาก แม้หลายเสียงอาจบอกว่าสามารถตัดให้กระชับได้มากกว่านี้อีก แต่ผู้สร้างก็พยายามจะทอดอารมณ์ในหลายๆฉาก เพื่อให้คนดูได้สัมผัสถึงความรู้สึกของตัวละครอย่างแท้จริง นี่คือหนังบอนด์ที่เชื่อว่าอารมณ์ของผู้ชมจะผูกอยู่กับตัวละครมากเป็นพิเศษ ไม่เหมือนเราเป็นพยานในภารกิจของบอนด์ภาคอื่นๆ ภาคนี้มันเหมือนคนที่เรารู้จักมานาน กำลังทำภารกิจครั้งสุดท้ายที่สำคัญมากๆ ก่อนที่จะโบกมือลาตำแหน่ง 007 ไปตลอดกาล และไม่หวนกลับมารับบทนี้อีกแล้ว โดยเฉพาะฉากท้ายๆ เชื่อว่าหนังจะบีบหัวใจผู้ชมอย่างแน่นอน

(ให้ 9 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM