HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

101 Dalmatians คือหนึ่งในแอนิเมชั่นคลาสสิกของดิสนีย์ที่ถูกหยิบมาต่อยอดบ่อยครั้ง และถือเป็นการ์ตูนเรื่องแรกๆที่ทางค่ายหยิบมาสร้างในแบบ Live-Action ตั้งแต่ปี 1996 ในขณะที่เรื่องอื่นๆเกิดขึ้นในยุค 2010s เป็นต้นมา จึงไม่แปลกที่ดิสนีย์จะกลับไปสานต่อความสำเร็จของมันอีกครั้ง แต่ถ้าจะรีเมกแบบเดิมเลยเกรงว่าจะไม่น่าสนใจ หนึ่งในไอเดียที่เคยเวิร์กมาแล้ว คือ การเล่าในมุมมองตัวร้าย แบบที่ Maleficent เคยทำได้สำเร็จจาก Sleeping Beauty ดิสนีย์เลยขอเลือกใช้วิธีดังกล่าวอีกครั้ง เหมือนเป็นการสร้าง Prequel ของ 101 Dalmatians ไปในตัวแต่ยึดเส้นเรื่องที่ตัวร้ายหลักอย่าง "ครูเอลล่า"

ก่อนจะเป็น "ครูเอลล่า" หญิงที่หลงใหลในผ้าขนสุนัขพันธุ์ดัลเมเชี่ยน เธอคือ "เอสเตลล่า" (รับบทโดย เอ็มม่า สโตน จาก The Amazing Spider-Man และ La La Land) เด็กสาวหัวขบถที่เข้ากับสังคมไม่ได้ หลังจากสูญเสียคุณแม่ไป เธอใช้ชีวิตเพียงลำพังในลอนดอนกับสองเด็กจรจัดที่เป็นนักต้มตุ๋น วางแผนขโมยเงินเขาไปทั่ว จนกระทั่งเมื่อเติบโตขึ้นมา เอสเตลล่ามีความฝันอยากจะเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ด้วยพรสวรรค์ด้านแฟชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสไตล์พั้งร็อก และโอกาสก็ได้มาถึงเมื่อเธอได้เข้าทำงานกับบารอนเนส (รับบทโดย เอ็มม่า ธอมป์สัน จาก Harry Potter และ Love Actually) ตัวแม่แห่งวงการแฟชั่นผู้เย็นชา ไม่นานเอสเตลล่าก็พบว่าเจ้านายของเธอที่เธอมองว่าเป็นไอดอล แท้จริงแล้วคือศัตรู เพราะเธอคือตัวการที่ทำให้แม่ของเอสเตลล่าต้องเสียชีวิต และแล้วแผนการล้างแค้นจึงเกิดขึ้น เอสเตลล่าวางแผนจะโค่นล้มบารอนเนสให้ได้ และด้วยความคลั่งแค้นนี่เอง ทำให้เอสเตลล่า ค่อยๆกลายเป็น ครูเอลล่า ในที่สุด !

หากเทียบกับหนัง Live-Action ในกลุ่มของดิสนีย์ด้วยกันเอง Cruella ถือว่าไปไกลและทำได้ดีเลยทีเดียว สิ่งแรกที่ทำให้ Cruella น่าสนใจคือความเป็นออริจินัลในเส้นเรื่อง แม้จะหยิบยืมตัวละครมาจาก 101 Dalmatians แต่ไอเดียการทำภาคก่อนหน้าเปิดโอกาสให้ผู็สร้างได้แต่งเติมเรื่องราวของ ครูเอลล่า ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้สร้างก็ทำได้ดี เส้นทางจากตัวละคร เอสเตลล่า สู่ ครูเอลล่า เป็นเรื่องราวที่สร้างมิติให้กับตัวละครนี้ได้อย่างดี ทุกแรงผลักดันของตัวละครน่าเชื่อถือ และที่สำคัญต้องกราบการแสดงของ เอ็มม่า สโตน เธอถ่ายทอดทั้งความเป็นเอสเตลล่าและครูเอลล่าได้อย่างลงตัว ทรงพลัง และมีเสน่ห์อย่างมาก แม้การกระทำหลายอย่างของครูเอลล่าจะร้ายเสียเหลือเกิน แต่ก็มีเหตุผลรองรับและคนดูยังหลงรักและเอาใจช่วยตัวละครนี้ ด้วยบทและการแสดงที่บาลานซ์อย่างเหมาะสม

ส่วนสิ่งที่ผลักให้ Cruella โดดเด่นเหนือหนังดิสนีย์จำนวนไม่น้อยคือสไตล์ที่จัดจ้าน ความเก๋ไก๋ของหนังในทุกๆมิติ เริ่มจากงานวิชวล ที่หนังเนรมิตลอนดอนในยุค 70s ให้ออกมามีสไตล์ เก๋ไก๋ ดูเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ยั่วยวนในแบบของมัน บวกกับงานคอสตูมดีไซน์ ที่แน่นอนว่า Cruella จำเป็นจะต้องโดดเด่นอยู่แล้ว เพราะหนังเล่าถึงการประชันของแฟชั่นไอค่อนสองรุ่น เสื้อผ้าที่ปรากฏบนจอทั้งของฝั่งครูเอลล่าและบารอนเนส รวมถึงตัวละครแวดล้อม ด้วยต้องได้รับคำชม และปิดท้ายด้วยเพลงประกอบ ที่แทบจะคัดพวกเพลงโคตรฮิตจากปลายยุค 60s และยุค 70s มาร้อยเรียงอย่างลงตัว ทุกเพลงที่เลือกมา สร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างดีงาม ทั้งหมดพอนำมาประกอบกันจะพบว่า Cruella มีสไตล์ที่โดดเด่น มากกว่ามันเป็นแค่หนังที่ดัดแปลงจากแอนิเมชั่นทั่วไปอย่างมาก

อีกความแตกต่างของ Cruella คือหนังมีพล็อตและภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างโตกว่าหนังดิสนีย์ทั่วไป มันไม่ใช่แฟนตาซีแฟรี่เทลที่จบด้วยความแฮปปี้เอนดิ้ง พระเอกนางเอกตกหลุมรักกัน แต่มันเป็นส่วนผสมของหนัง 3 สไตล์ใหญ่ๆ แบบแรกคือหนังแฟชั่น มีองค์ประกอบหลายอย่างที่คล้ายคลึง The Devil Wears Prada เมื่อตัวแม่แฟชั่นต้องมาเจอกับคนรุ่นใหม่ แบบที่สองคือหนังปล้น หนังมีหลายองค์ประกอบที่ใส่ธีมความเป็นหนัง Heist เข้ามาซึ่งน่าสนใจ และเพิ่มความตื่นเต้นได้อย่างดี และแบบสุดท้ายคือหนังล้างแค้น ซึ่งเป็นธีมที่ค่อนข้างโตพอสมควร (แม้เราจะเห็นพล็อตล้างแค้นในหนังดิสนีย์มากมายก็ตาม) แต่การล้างแค้นในหนังเรื่องอื่น มันไปไกลและยุ่งเหยิงพอสมควร

ไม่แปลกใจเลยที่ดิสนีย์จะอนุมัติสร้างภาคต่อของ Cruella หนังมีของดีให้ผู้ชมปากต่อปากอย่างมาก น่าเสียดายที่หนังเองเข้าฉายในอเมริกาช่วงที่โควิดยังไม่ซานัก เลยอาจจะไม่ได้ทำเงินเปรี้ยงอย่างที่คาดหวัง แม้แต่ในไทยที่อดฉายโรงด้วยซ้ำเพราะโรงหนังปิด จนต้องมาพรีเมียร์กันใน Disney+ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ชมได้ดูแล้ว เชื่อว่าด้วยสไตล์อันโดดเด่น ความเก๋และเท่ห์ของหนัง จะทำให้ผู้ชมชื่นชอบมันมากพอ จนกลับไปอุดหนุนในโรงภาพยนตร์เมื่อภาคต่อตามออกมา และเมื่อถึงตอนนี้ เราคงจะได้ชม เอ็มม่า สโตน สวมบทเป็นครูเอลล่า อย่างเต็มตัวบนจอใหญ่เสียที

(ให้ 8.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM