HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

ในที่สุดคนไทยก็ได้ชมเสียทีสำหรับ The Conjuring : The Devil Made Me Do It หนังภาคที่ 3 ในตระกูลคอนเจอริ่ง จักรวาลหนังผีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะสามารถแตกแขนงออกไปเป็นหนังสนุกๆเพียบ ทั้ง Annabelle ไตรภาค และ The Nun รวมถึงอีกหลายเรื่องที่กำลังจะตามมา เดิมที The Conjuring 3 จะต้องเข้าฉายในไทยพร้อมกับอเมริกาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่เพราะโควิด-19 ทำให้โรงหนังต้องปิด จนถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ ซึ่งในสุดสัปดาห์นี้ทางวอร์เนอร์ฯ ตัดสินใจปล่อยฉายหนังใน 2 ช่องทางพร้อมกัน ทั้งโรงภาพยนตร์ในบางจังหวัดที่เปิดให้บริการ รวมถึงในพื้นที่สีแดงเข้ม ก็สามารถชมได้เลยผ่าน HBO GO บริการสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มในเครือวอร์เนอร์เช่นกัน ซึ่งนี่น่าจะเป็นครั้งแรกในไทย ที่หนังเรื่องนึงจะเข้าฉายพร้อมๆกันทั้งสองช่องทางแบบนี้

The Conjuring : The Devil Made Me Do It เล่าถึงอีกหนึ่งคดีที่แตกต่างมากที่สุดของ เอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน (รับบทโดย แพทริค วิลสัน และเวร่า ฟามิงก้า เช่นเดิม) หนังพาเราย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1981 เมื่อมีชายคนนึงกลายเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย แต่เขาให้การกับตำรวจว่า เขาไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งหมดเป็นเพราะผีสิง ! ทำให้กลายเป็นหน้าที่ของเอ็ดและลอร์เรนที่จะเข้ามาพิสูจน์หาความจริง แต่ปัญหาคือ มันไม่ใช่แค่การพิสูจน์ว่าเป็นเพราะผีจริง หรือมาไล่ผี แต่ทั้งสองต้องหาหลักฐานและโน้มน้าวให้คณะลูกขุนเชื่อด้วยว่าเป็นเพราะปีศาจ มิฉะนั้นผู้ต้องการอาจถูกตัดสินลงโทษด้วยความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ นี่จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คดีความของสหรัฐอเมริกาฯ ที่ผู้ต้องหาให้การว่า ทำไปเพราะผีสิง !

สิ่งหนึ่งที่แอบกังวลใจก่อนดู The Conjuring : The Devil Made Me Do It คือการที่ เจมส์ วาน เจ้าพ่อหนังผีผู้ให้กำเนิดจักรวาลนี้ ถอยไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างเท่านั้น แล้วเปิดทางให้ ไมเคิล ชานเวส ผู้กำกับรุ่นน้องจาก The Curse of La Llorona เข้ามานั่งแท่นผู้กำกับแทน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเปลี่ยนผู้กำกับแล้ว ชั้นเชิงของ The Conjuring ภาคนี้จะแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ มันต่าง แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่นัก ความน่าสนใจคือหนังภาคนี้เดินเรื่องด้วยโครงสร้างที่ค่อนข้างต่างจากสองภาคแรก ซึ่งเน้นไปที่การไล่ผีในบ้านหลังใดหลังหนึ่ง แต่สำหรับภาคนี้ใส่ความเป็นหนังสืบสวนสอบสวนเข้ามา ทำให้สนุกไปอีกแบบ มีการไขคดี คลี่คลายปม ทำให้รสชาติของโทนหนังไม่ค่อยจะคล้ายสองภาคแรกเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์สำคัญของ The Conjuring คือฉากผีหลอก ซึ่งการออกแบบดีไซน์ฉากผีในภาคนี้ ยังคงอยู่ในระดับน่าพอใจ มีการออกแบบที่แตกต่างพอสมควร เราจะไม่ค่อยเห็นฉากซ้ำๆจากเรื่องไหนเท่าไหร่นัก รวมไปถึงการรักษาระดับความตึงเครียดยังคงทำได้อย่างน่าพอใจ แม้จะไม่ได้พีคเท่าภาคแรก แต่ผู้เขียนให้คะแนนความน่ากลัวไม่แพ้กับภาคที่ 2 เลย ซึ่งสำหรับหนังที่เดินทางมาถึงภาคที่ 3 แล้วแบบนี้ และยังคงมีความสดใหม่ทั้งเส้นเรื่องและฉากหลอนได้ในระดับนี้ ถือว่าน่าพอใจมากๆ (เมื่อเทียบกับ Insidious ที่หลังจากหมด 2 ภาคแรกไป ความน่ากลัวและน่าสนใจก็เป็นกราฟพุ่งลงอย่างน่าตกใจ)

นอกจาก 2 ตัวละครนำอย่าง เอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน ซึ่งยังคงเสน่ห์ความน่าติดตามเหมือนเดิมแล้ว ภาคนี้ยังโดดเด่นด้วยการสร้างตัวละครในเคสให้น่าจดจำและน่าให้กำลังใจอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่รักที่ผีเข้า และเป็นศูนย์กลางของพล็อต เมื่อดูหนังจบ เรายังคงจดจำตัวละครเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับครอบครัวที่ถูกผีเข้าในภาคแรก (แต่เมื่อเทียบกับภาคสองซึ่งไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่นัก จะสังเกตว่าคนจะจำไม่ค่อยได้กันว่าสมาชิกบ้านเหล่านั้นคือใคร) โดยรวม The Conjuring : The Devil Made Me Do It ถือเป็นภาคต่อที่ยังคงน่าพอใจ และถ้าเทียบกับหนังหลายๆเรื่องในจักรวาล The Conjuring ก็ยังอยู่ในครึ่งบนของทั้งหมด ถ้ามีโอกาสดูในโรงขอแนะนำ น่าจะสร้างบรรยากาศความหลอนได้ดีกว่าดูที่บ้าน (แต่ถ้าไม่มีทางเลือกHBO GO ก็สร้างให้ดูแล้ววันนี้ครับ)

 

(ให้ 8 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM