HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          อันที่จริงชื่อของหนัง Nomadland เริ่มเป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ 10 เดือนที่แล้ว เมื่อหนังคว้ารางวัลใหญ่สุดของเทศกาลภาพยนตร์เวนิส หลังจากนั้นเส้นทางสู่เวทีออสการ์ก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม หนังจบการเดินทางบนสายหนังรางวัลด้วยการคว้า "ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม" ปีล่าสุดจากเวทีออสการ์ ผู้กำกับ โคลอี้ เชา กลายเป็นผู้กำกับหญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ชนะออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ ฟรานเซส แมคดอร์แมนด์ กลายเป็นนักแสดงที่ชนะออสการ์ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมได้ถึง 3 ตัว ถัดจาก Fargo และ Three Billboards เมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่น่าเสียดายที่ Nomadland กลายเป็นหนัง Oscars สาขา Best Picture ที่ไม่ได้เข้าโรงในไทยเรื่องแรกในรอบหลายปี ด้วยหลายๆปัจจัย รวมถึงโควิด-19 ที่ทำให้โรงหนังต้องปิดก่่อนการประกาศผลรางวัลจะมาถึง แต่ในวันนี้หนังก็เข้าสู่ สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มในหลายช่องทางแล้ว รวมถึง Disney+ Hotstar ที่เพิ่งเปิดตัวไปในบ้านเราด้วย

          Nomadland เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่เรียกกันว่า Nomad หมายถึงคนในอเมริกาที่ใช้ชีวิตบนรถตู้หรือรถบ้าน ร่อนเร่เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ พบปะผู้คนมากมาย โดยไม่ได้มีบ้านเรือนอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการชีวิตอิสระ หรือใช้ชีวิตแบบนี้ด้วยความจำเป็น โดยศูนย์กลางของหนังคือ เฟิร์น (รับบทโดย ฟรานเซส แมคดอร์แมนด์) หญิงม้ายที่สูญเสียสามีไป และนิคมอุตสาหกรรมที่เธอเคยอาศัยอยู่ปิดตัวลง เธอจึงกลายเป็นคนไม่มีบ้าน เฟิร์นตัดสินใจใช้ชีิวิตในรถบ้านของเธอ ตระเวนขับไปทั่วอเมริกา เข้าทำงานในสถานที่ต่างๆไปเรื่อยๆ จนไม่นานเธอเริ่มพบปะกับกลุ่มคนที่เป็น Nomad เช่นเดียวกัน ทำให้เรียนรู้ว่าสังคมของเธอนั้นไม่ได้เล็กๆเลย เธอเริ่มเจอคนที่เป็นแบบเดียวกัน ใช้ชีวิตเหมือนกัน และเข้าใจปัญหาที่เธอกำลังพบเจอ รวมถึงหยิบยื่นความช่วยเหลือเข้ามาให้

          แม้ว่าหน้าหนังจะดูนิ่งเรียบไม่ได้หวือหวา แต่ไม่ถึง 10 นาทีหลังหนังดำเนินเรื่องไป ผู้เขียนเหมือนถูกดูดเข้าไปในโลกของเฟิร์นอย่างเต็มตัว หนังเหมือนค่อยๆพาเราไปเปิดโลกของกลุ่มคนพเนจร อีกหนึ่งสังคมที่มีอยู่จริงในอเมริกา กลุ่มคนที่แทบจะไม่ค่อยถูกกล่าวถึงผ่านสื่อหลักใดๆ เราเริ่มเห็นชีวิตประจำวันว่าคนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตแบบไหน ประทังชีวิตด้วยอะไร จากการเรียนรู้ชีวิตรายวัน หนังค่อยๆพาเราลงลึกไปสำรวจถึงความคิดของคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะนางเอก ที่หนังเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ บางทีเราก็อึดอัดและรู้สึกไม่มีความสุข หรือเหงาไปกับเธอ บางทีเราก็อิจฉาชีวิตของคนกลุ่มนี้ที่มีอิสระ ได้ทำอะไรตามปรารถนา ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่งดงาม ซึ่งนี่คือความรู้สึกจริงๆของชีวิต หนังไม่ได้พยายามทำให้มันดูเศร้าหรือสุขจนเกินไป แต่พยายามให้ผู้ชมได้สัมผัสความรู้สึกจริงๆของชีวิตคน

          สิ่งที่ยอดเยี่ยมสุดของ Nomadland คือการถ่ายทอดทุกองค์ประกอบออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เริ่มจากบทภาพยนตร์ และจังหวะการเล่าเรื่องของ โคลอี้ เชา ที่เธอถ่ายทอดออกมาได้อย่างกลมกล่อม เธอค่อยๆพาผู้ชมสำรวจโลกของ Nomad อย่างไม่เร่งรีบ จังหวะพอดิบพอดี ไม่ได้พยายามเร้าอารมณ์จนเกินไป ค่อยๆพาเราซึมซับความรู้สึกต่างๆ จนไต่ระดับไปสู่จุดไคลแมกซ์ที่พอดิบพอดีในตอนท้าย บวกกับการแสดงที่เป็นธรรมชาติมากๆของ ฟรานเซส แมคดอร์แมนด์ ที่คนละโหมดกับคุณป้ามหาภัยใน Three Billboards เลย เรื่องนี้คือเล่นนิ่งๆ ลุ่มลึก แต่ถ่ายทอดอารมณ์มาเต็ม ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกล้านแปดภายใน ที่เธอเก็บไว้และไม่ปล่อยมันออกมา และอีกข้อดีที่น่าเสียดายสุดๆสำหรับคนไทย เพราะพวกเราอดดูในโรง คือการบันทึกภาพ ที่หนังถ่ายทอดมุมธรรมชาติในพื้นที่ชนบทออกมาได้อย่างเรียบง่ายและงดงาม ใช้แสงธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม เสริมองค์ประกอบการเล่าเรื่องและการแสดงได้ดี งานภาพในหนังเรื่องนี้ช่วยสื่ออารมณ์ได้เยอะทีเดียว จนแอบอิจฉาคนอเมริกาที่ได้ดูเรื่องนี้บนจอ IMAX ด้วย

          มีคำกล่าวหนึ่งในหนัง Nomadland ที่คนกลุ่มนี้พูดว่า พวกเขาไม่ได้ Homeless พวกเขาแค่ Houseless พวกเขาไม่ได้อาศัยในเคหสถาน เพราะบ้านของพวกเขาคือทุกที่ที่ไปอาศัย รั้วของพวกเขาคือภูเขาและป่าไม้ เมื่อยิ่งดู Nomadland เรายิ่งเข้าใจแนวคิดนี้มากขึ้น เข้าใจที่มาของความสุขของแต่ละคนมากขึ้น และไม่ควรเอาบรรทัดฐานใดๆของเราไปตัดสินคนอื่น ท้ายที่สุดแล้วชีวิตก็คือการเดินทาง และกลุ่มตัวละครในหนังเรื่องนี้ยิ่งฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น คนรอบข้างทุกคนก็แค่แวะเวียนเข้ามาในการเดินทางของเราแล้วก็จากไปในเส้นทางของเขา อยู่ที่ว่าใครจะอยู่กับเรานานมากน้อยขนาดไหน นี่คือหนังดรามาที่ลุ่มลึก แม้จะถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่าย แต่ก็เต็มไปด้วยประเด็นและคุณค่ามากมาย ที่ไม่อยากให้พลาดกันเลย

(ให้ 9 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM