HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          คงจะไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่า The Woman in The Window คือหนังทริลเลอร์เจ้าปัญหา ผลงานหนังชิ้นล่าสุดของผู้กำกับ โจ ไรท์ (จาก Atonement และ Darkest Hour) เรื่องนี้ ถูกเลื่อนฉายมานานกว่า 2 ปีเต็มๆ หลังจากเปิดกล้องถ่ายทำกันไปในปี2018 และถูกวางโปรแกรมฉายไว้ในเดือนตุลาคมปี 2019 แต่เพราะผลตอบรับจากรอบทดลองฉายออกมาไม่ดีนัก ทำให้หนังต้องถูกถ่ายซ่อมและตัดต่อใหม่ จนโดนโยกฉายมาในปี 2020 แล้วก็เพราะโควิด-19 ทำให้หนังไม่ได้ฉายตามโปรแกรมที่วางไว้ จากเดิมหนังเป็นของค่ายฟ็อกซ์ แต่เพราะดิสนีย์เข้ามาซื้อกิจการ ทำให้ตัดสินใจขายต่อหนังเรื่องนี้ให้กับ Netflix เพราะเห็นแล้วว่าโอกาสฉายโรงแล้วรอดน่าจะยาก ทางสตรีมมิ่งยักษ์จึงวางโปรแกรมปล่อยให้สมาชิกได้ดูกันในเดือนพฤษภาคมนี้ แล้วก็ตามคาดเรื่องกระแสคำวิจารณ์ ที่ล่าสุดดิ่งลงเหลือแค่ 25% ในเว็บไซด์รวมรีวิวอย่าง Rotten Tomatoes

          อันที่จริงแล้ว The Woman in The Window ถือเป็นโปรเจกต์ที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะมันเดินตามรอยหนังอย่าง Gone Girl เริ่มต้นจากดัดแปลงจากนิยายขายดี มีชื่อผู้กำกับที่น่าไว้วางใจมาคุมโปรเจกต์ นำแสดงโดยดาราระดับเกรด A ทุกคนคือผู้เข้าชิงและผู้ชนะรางวัลออสการ์แทบทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ เอมี่ อดัมส์, แกรี่ โอลด์แมน และจูลี่แอนน์ มัวร์ แต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับหนังเรื่องนี้ หนังเล่าถึง แอนนา ฟ็อกซ์ (รับบทโดย เอมี่ อดัมส์) จิตแพทย์เด็กที่ป่วยเป็นโรคหวาดกลัวสังคม เธอไม่สามารถออกจากบ้านแล้วพบปะผู้คน หรือเข้าไปในสถานที่แออัดเต็มไปด้วยคนจำนวนมากได้ เธอจึงตัดสินใจหลีกเลี่ยงโอกาสที่โรคจะกำเริบด้วยการอาศัยอยู่แต่ในอพาร์ทเมนต์ในนิวยอร์ก ไม่นานเธอได้รู้จักกับเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาใหม่ฝั่งตรงข้ามอย่าง เจน รัสเซล (รับบทโดย จูลี่แอนน์ มัวร์) กลายเป็นเพื่อนใหม่ที่เธอเริ่มสนิทสนม แต่ไม่นานเธอกลับกลายเป็นพยานปากสำคัญ เมื่อเจนถูกสามีเธอฆาตกรรม แอนนารีบแจ้งตำรวจ แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อสิ่งที่เธอเห็นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง สามีของเจน (รับบทโดย แกรี่ โอลด์แมน) กลับบอกว่าแอนนาป่วยและคิดไปเอง ทุกอย่างไม่มีหลักฐานเลย และที่อึ้งไปกว่านั้น ผู้หญิงที่ชื่อ "เจน รัสเซล" ตัวจริง กลับไม่ใช่คนที่แอนนารู้จัก !

          แน่นอนว่าฟังแค่พล็อตหรือดูตัวอย่างหนัง ก็เพียงพอที่จะดึงดูดคอหนังฆาตกรรมให้เข้ามาดูแล้ว แต่ปัญหาคือหนังจริงๆ ไม่ได้ออกมาในคุณภาพระดับที่แฟนๆหนังทริลเลอร์คาดหวังไว้ ปัญหาหลักคือการปั้นคาแรคเตอร์ของ แอนนา ให้กลายเป็นตัวเอกที่น่ารำคาญและไม่ชวนติดตามใดๆทั้งนั้น หนังอาจจะอ้างว่า แอนนาป่วยทำให้บุคลิกของเธอเป็นแบบนี้ กลายเป็นว่าตัวละครนี้ทำให้คนป่วยดูแย่ไปแทน ปัญหาคือ เมื่อตัวละครหลักไม่ชวนติดตาม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอก็ตาม จะถูกหรือผิด เรากลับไม่เอาใจช่วยใดๆ และหนังใช้เวลาในการปูเรื่องค่อนข้างนานมาก เมื่อเทียบกับหนังประเภทคล้ายๆกันอย่าง Gone Girl หรือแม้แต่ The Girl on The Train ที่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ สองเรื่องที่เอ่ยมายังใช้เวลา Set Up เรื่องราวไม่นานเท่านี้ กลายเป็นพาร์ทที่ผู้ชมต้องติดอยู่ลำพังกับนางเอกบนจอซึ่งไม่น่าติดตาม มันนานไป

          อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ คือการหาทางออกของเส้นเรื่อง แน่นอนว่า The Woman In The Window ถูกมองมาแต่ไกลว่ามันคือหนังที่ต้องหักมุม หรือเฉลยแบบผู้ชมคาดไม่ถึงแน่ๆ แต่พอถึงการเฉลยจริงๆ มันกลับเป็นทางออกที่ไม่เวิร์กเอาเสียเลย ไม่แน่ใจว่าเวอร์ชั่นหนังสือจบแบบเดียวกันหรือเปล่า ในหนังสือชวนโน้มน้าวให้คนอ่านเห็นด้วยขนาดไหน แต่ฉบับหนัง เหมือนทุกอย่างที่พยายามปูเรื่องมา ช่างไม่ไปด้วยกันกับตอนจบเท่าไหร่นัก ดูเป็นการเฉลยที่ค่อนข้างนิ่ง และออกไปทางไม่น่าจดจำเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับหนังทริลเลอร์ระดับคลาสสิกที่ผู้คนเน้นจดจำตอนจบที่เหนือคาด เรื่องนี้น่าจะจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มไม่น่าจดจำเลยด้วยซ้ำ

          อันที่จริงๆแล้ว ความไม่น่าติดตามของ The Woman In The Window จะโทษการแสดงของ เอมี่ อดัมส์ ก็ไม่ได้ เชื่อว่าทุกคนรู้ดีว่าเอมี่ฝีมือยอดเยี่ยมขนาดไหน แต่ในระยะหลังเธอกลับเลือกผลงานที่ไม่เกื้อหนุนฝีมือการแสดงของเธอเลย ตั้งแต่ Hillbilly Elegy ของผู้กำกับ รอน ฮาเวิร์ด ที่ฉายใน Netflix เช่นเดียวกัน ซึ่งเธอแสดงดีก็จริง แต่แวดล้อมของหนังไม่หนุนเธอเลย แบบเดียวกับเรื่องนี้ แต่ที่น่าเสียดายฝีมือสุด คงเป็นกลุ่มนักแสดงสมทบอย่าง แกรี่ โอลด์แมน, จูลี่แอนน์ มัวร์ หรือแม้แต่ แอนโธนี่ แมคคีย์ (จาก Avengers : Endgame) ที่ทุกคนถูกใช้งานไม่คุ้มค่าฝีมือของพวกเขาเลย บางคนปรากฏตัวมาเพียงแว้บเดียวหรือฉากเดียวด้วยซ้ำ น่าเสียดายอย่างยิ่ง ถ้าเราได้เห็นดาราระดับนี้ ฟาดฟันกันบนจอเยอะๆ คงจะสนุกกว่านี้มาก

          ท้ายที่สุด The Woman in The Window ก็คงกลายเป็นหนังทริลเลอร์ที่คอหนังน่าจะลืมเลือนในเร็ววัน เช่นเดียวกับทั้งนักแสดงและทีมงานที่เกี่ยวข้องก็คงอยากจะลืมมันเหมือนกัน แฟนๆหนังทริลเลอร์ท่ี่รอคอยมานานถึง 2 ปีน่าจะรู้สึกแบบเดียวกันว่าไม่คุ้มค่าการรอคอยเอาเสียเลย ถ้าคุณพอมีเวลายามดึกและไม่มีอะไรทำมากนัก ลองเปิดดูผ่านๆซัก 30 นาทีแรกก็ได้ น่าจะพอเห็นถึงการเล่าเรื่องและการตัดต่อที่ไม่ค่อยชวนให้ติดตามมากนัก นี่คือตัวอย่างของหนังฮอลลีวู้ดที่หน้าหนังเป็นเกรด A ดูฟอร์มดีมากๆ แต่เนื้อจริงกลับพังพินาศอย่างน่าตกใจ

(ให้ 3 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM