HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

"กรีชา..พวกเขาคือกองทัพทหารระดับสูงผู้มีพลังพิเศษ"

          คอซีรีส์ฟอร์มยักษ์ เตรียมทำความรู้จักกันคำว่า "กรีชา" กันไว้ให้ดี เพราะคำนี้จะกลายเป็นคำติดหูที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก ทันทีที่ Shadow and Bone ซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ล่าสุดของ Netflix ออกฉาย หลายครั้งผลงานชิ้นนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Game of Thrones หรือแม้แต่ซีรีส์ยอดนิยมของ Netflix เองอย่าง The Witcher แต่มันก็มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองอยู่ไม่น้อย

          สำหรับซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากนิยายชุด "ตำนานกรีชา" (หรือ Grishaverse) ที่ติดอันดับขายดีที่สุดทั่วโลกของลีห์ บาร์ดูโก เล่าเรื่องราวในโลกแห่งจินตนาการที่บอบช้ำจากสงคราม โดยบอกเล่าเรื่องราวของอาลินา สตาร์คอฟ เด็กกำพร้าและทหารชั้นต่ำต้อยผู้ได้ปลดปล่อยพลังพิเศษ ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการกู้อิสรภาพให้กับประเทศของเธอ

          ในขณะเดียวกันนั้น อาณาจักรแห่งความตายขนาดยักษ์ ที่เรียกกันว่า "แดนพยับเงา" พื้นที่ขนาดมหึมาที่ปกคลุมไปด้วยความมืดและปีศาจดุร้ายกำลังค่อยๆคืบคลานเข้ามา อาลินาต้องพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอรู้จักคุ้นเคย เพื่อเข้ารับการฝึกร่วมกับกองทัพทหารระดับสูงผู้มีพลังพิเศษที่รู้จักกันในนามว่า "กรีชา" แต่ขณะที่พยายามฝึกฝนการใช้พลังอยู่นั้น เธอกลับพบว่าพันธมิตรและศัตรูอาจเป็นคนคนเดียวกัน และโลกที่สวยหรูนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเลยแม้แต่น้อย หากแต่มีอำนาจร้ายแรง รวมถึงเหล่าอาชญากรพราวเสน่ห์ปะปนอยู่ด้วย และอาจต้องพึ่งสิ่งที่เหนือกว่าเวทมนตร์เพื่อหาทางเอาชีวิตรอด !

ซีรีส์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติของตัวละคร

          "อาลินา สตาร์คอฟ" ตัวละครสาวที่เป็นศูนย์กลางของ Shadow and Bone ได้ Jessie Mei-Li (เจสซี่ เมย์ลี) นักแสดงสาววัย25 ปี มารับบทดังกล่าว ความน่าสนใจคือตัวเธอเองนั้นเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-จีน เช่นเดียวกับตัวละครอาลีนาที่มีความหลากหลายเชื้อชาติผสมอยู่ในตัว เจสซี่เผยว่าเธอรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครอาลีนามากๆ และสามารถหยิบเอาความรู้สึกส่วนตัวในการเติบโตมาใส่ในตัวละครนี้ได้ เจสซี่กล่าวต่อในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในไทยว่า - "ฉันว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีมากๆที่ให้ตัวละครนี้เป็นลูกครึ่งหลายเชื้อชาติ เราจะเห็นว่าตัวละครนี้ค่อนข้างเข้มแข็งตั้งแต่ยังเยาว์วัย เธอมีความมุ่งมั่นมาก แต่โชคชะตาก็บั่นทอนเธอเช่นกัน รูปลักษณ์ภายนอกเธอมีความคล้ายคลึงกับศัตรู สำหรับบุคคลอื่นที่มองเข้ามา ทำให้เธอต้องพยายามเก็บซ่อนหลายอย่างเอาไว้ เธอดูอ่อนโยนเพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าเธอดุร้ายขนาดไหน"

          เจสซี่กล่าวว่าบทอาลีน่ามีหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับตัวตนจริงๆของเธอ เจสซี่ตั้งคำถามลึกๆในใจเสมอว่า เธอเหมาะกับสังคมไหนกันแน่ เธอมีความเป็นคนจีน เกินกว่าจะเป็นฝรั่งผิวขาว แต่ก็ผิวขาวเกินกว่าจะเป็นคนจีน ความรู้สึกสับสนนี้อยู่ในตัวตนของเจสซี่เสมอมา มันจึงรู้สึกดีมากที่ได้แสดงความรู้สึกนี้ออกมาในบทนี้ โดยเจสซี่กล่าวทิ้งท้ายถึงประเด็นเชื้อชาติว่า - "สำหรับทุกคนที่รู้สึกว่าคุณอาจจะไม่เหมาะกับประเทศที่คุณเกิดมา ฉันอยากให้คุณลองชม คุณน่าจะเชื่อมโยงกับบทอาลีน่าได้เช่นกัน"

          นอกจาก เจสซี่ เมย์ลี ที่เป็นลูกครึ่งอังกฤษผสมกับจีนแล้ว Shadow and Bone ยังเป็นซีรีส์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติของทีมนักแสดง หนึ่งในนั้นคือ Amita Suman นักแสดงสาวชาวเนปาล ที่คว้าบทอิเนจ อาชญากรสาว หนึ่งในสามของแก๊ง Six of Crows ที่เป็นสายลับตัวอันตรายและมีอดีตอันเลวร้าย ซึ่งอมิตาเผยว่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางเชื้อชาติในทีมนักแสดง แต่จริงๆแล้วอุตสาหกรรมนี้มีความพยายามมาอย่างยาวนานที่จะเปลี่ยนแปลง และดีใจที่ซีรีส์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง อมิตาเผยความในใจว่า - "ย้อนกลับไปเมื่อ4 ปีที่แล้ว ฉันไม่เคยคาดหวังว่าจะได้มาเล่นในซีรีส์ฟอร์มยักษ์แบบนี้ จะได้มารับบทเป็นมือสังหาร สมัยฉันยังเรียนหนังสือ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โอกาสที่จะได้แสดงส่วนใหญ่มักเป็นบทผู้ก่อการร้ายหรือเมียคนที่ 4 ดังนั้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากๆ

          อมิตาในฐานะเด็กสาวจากเนปาลและย้ายมาอยู่อังกฤษตอน 7 ขวบบอกกับเราว่า เธอไม่เคยเห็นใครที่หน้าตาแบบเธอ รับบทบาทที่สำคัญในทีวีมาก่อน ตอนที่ได้อ่านถึงตัวละครอิเนจ ที่มาของตัวละครนี้ เธอเป็นคนอย่างไร มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากที่ได้รับบทดังกล่าว อมิตากล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า เธอขอขอบคุณ Netflix มากๆที่พยายามคัดเลือกนักแสดงที่มีความแตกต่าง พยายามจะเปลี่ยนแปลงและสร้างบรรทัดฐานใหม่ๆให้กับอุตสาหกรรม เพราะนี่คือหนทางที่พวกเราควรจะมุ่งมั่นจริงๆ

          ในซีรีส์ Shadow and Bone มีกลุ่มตัวละครที่ถือว่าเป็นไฮไลต์อย่างมาก คือกลุ่มอาชญากร 3 คนประกอบด้วย คาซ (รับบทโดย Freddy Carter หนุ่มอังกฤษจากซีรีส์ Free Rein) หัวหน้าแก๊ง, เจสเปอร์ (รับบทโดย Kit Young หนุ่มอังกฤษสายละครเวทีจาก A Midsummer's Night Dream) นักพนันและนักแม่นปืนเจ้าเสน่ห์ที่เป็นสมาชิกในแก๊งของคาซ รวมถึงอิเนจ ซึ่งรับบทโดย อมิตา ที่ได้แนะนำกันไปแล้ว คิต ในฐานะนักแสดงที่รับบทหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้เผยว่า - "ผมก็คิดว่าสิ่งที่พิเศษมากๆสำหรับ Six of Crows (หนึ่งในสองหนังสือต้นฉบับที่หยิบมาดัดแปลงเป็นซีรีส์เรื่องนี้) คือความหลากหลายทางเชื้อชาติถูกเขียนไว้ในหนังสืออยู่แล้ว แล้ว Netflix ก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีในการหยิบเอาความหลากหลายนั้นมาใช้ในซีรีส์ Shadow & Bone ซึ่งนั่นน่าจะทำให้เด็กๆที่ได้ดูซีรีส์นี้ มีแบบอย่างที่ดีอีกด้วย"

          คิตกล่าวต่อว่า สมัยเด็กๆเขาไม่เคยเห็นใครแบบเขาได้เล่นเป็นตัวละครสำคัญในซีรีส์มาก่อน คิตจึงหวังว่าเขาจะทำสิ่งนี้เพื่อเด็กๆรุ่นนี้แทน นอกจากนี้เขาคิดว่าว่ามันยิ่งทำให้โชว์นี้น่าดูขึ้นมากด้วย ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของโลก คุณจะได้เห็นความหลากหลายในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเรื่องนี้ และหวังว่าหลังจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะถูกส่งต่อไปยังผลงานอื่นๆ เช่นเดียวกับ เฟรดดี้ หนุ่มที่รับบทหัวหน้าแก๊งอาชญากรนี้ กล่าวปิดท้ายเรื่องความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักแสดงว่า - "ผมว่านี่แหละคือข้อดีของผลงานประเภทแฟนตาซี เพราะมันเปิดโอกาสให้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครจากไหน และนี่แหละคือสิ่งที่ควรจะเป็น"

จากหนังสือ 2 เล่มในจักรวาล "ตำนานกรีชา" สู่ซีรีส์แฟนตาซีแห่งปี

          สำหรับซีรีส์ Shadow and Bone เป็นการหยิบเอาหนังสือจำนวน 2 เล่มในชุดตำนานกรีชา มาผสานให้เป็นเส้นเรื่องเดียว ประกอบด้วย Shadow and Bone ที่เป็นเส้นเรื่องของอาลีน่า นางเอกของเรื่อง และ Six of Crows ที่เป็นเส้นเรื่องของแก๊งสามอาชญากรอย่าง คาซ แจสเปอร์ และอิเนจ โดยความสนุกของฉบับหนังสือ การันตีได้จากทีมนักแสดง อย่าง อมิตา สุมาน เธอกล่าวว่าอ่านจบภายในวันเดียวเลย เธอบอกกับเราว่า - "พอได้หนังสือมาก็แพลนว่าจะอ่านให้จบใน 2-3 วัน ปรากฏว่าพอเปิดอ่าน รู้ตัวอีกทีก็มืิดแล้ว เหมือนเวลาทั้งวันผ่านไปไวมาก ฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มีต่อการผจญภัยของเหล่าตัวละครนำ และยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ ที่จะได้แสดงในซีรีส์เรื่องนี้ เพราะมันต้องเป็นที่คาดหวังสูงมากแน่ๆ"

          ส่วนเฟรดดี้ ซึ่งเป็นสมาชิกของตัวละครจากหนังสือ Six of Crows เผยว่าตอนแรกที่เขาได้อ่านนั้น เขาเองรู้แล้วว่าจะได้ร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้ ระหว่างอ่านสัมผัสได้ว่ามีองค์ประกอบมากมายที่ Cinematic เหมาะกับการถ่ายทอดเป็นภาพมากๆ – "ทุกอย่างๆในเมืองของตัวละครที่พวกเราจะสวมบทบาท ดูยิ่งใหญ่อลังการ ดังนั้นผมตื่นเต้นมากที่มันกำลังจะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นทีวีซีรีส์" - ฟากของดิตบอกว่าตอนที่อ่านหนังสือ Six of Crows จบ เขาถึงขั้นต้องรีบหาเล่มภาคต่อมาอ่านเลย เพราะมันจบได้แบบค้างคามาก เขาสงสัยอย่างมากว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อกันแน่ - "ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่ตัวละครเหล่านี้จะจบดี เพราะฉะนั้นผมอยากรู้มากว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ระหว่างอ่านแต่ละหน้าเวลาผ่านไปไวจริงๆ แค่คิดว่าพวกเราจะได้สำรวจโลกใบนี้ แล้วเนรมิตมันมาอยู่บนจอ ผมได้แต่คิดว่า โอ้พระเจ้า มันน่าตื่นเต้นสุดๆเลย"

          ในขณะที่ เจสซี่ เมย์ลี เผยว่าเธอตื่นเต้นมากตอนที่อ่านหนังสือ Shadow and Bone เป็นครั้งแรก เพราะรู้อยู่แล้วว่าเธอเองกำลังจะเป็นส่วนหนึ่งในโชว์นี้ และคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามันจะสร้างออกมาได้อย่างไร เพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งแฟนตาซีเยอะมาก นอกจากเจสซี่แล้ว หนึ่งในนักแสดงคนสำคัญที่มีบทบาทกับเธอมากที่สุดคือ Archie Renaux ที่คว้าบทมัล เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของอาลีน่า เขาและเธอผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิตด้วยกันมาเยอะ และคอยดูแลซึ่งกันและกันเสมอมา อาร์ชีเผยถึงความรู้สึกแรกหลังการอ่านหนังสือ Shadow and Bone ว่า เขาคิดเห็นเช่นเดียวกับเจสซี่ เขาคิดตลอดว่าทีมงานจะเนรมิตมันออกมาได้อย่างไร พอครั้งแรกที่ก้าวเข้าไปในกองถ่าย ก็พบว่ามันน่าตื่นเต้นมาก เพราะมันดูยิ่งใหญ่มากจริง มันดูดีมาก และก็ทำให้เขาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในผลงานชิ้นนี้

          สำหรับตัวละครมัล ของอาร์ชีนั้น เขาเผยว่ามีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับตัวจริงของเขา – "ผมคิดว่าพวกเราทั้งคู่ต่างมีความตั้งใจจริง มัลมีความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับกลุ่มผู้มีอำนาจ กลุ่มกรีชา สำหรับผมเอง ผมเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นคนงานก่อสร้าง ก่อนที่จะมาเป็นนักแสดง ผมว่าสิ่งที่เหมือนกันคือ เป้าหมายของผมกับตัวละครมัล ต่างห่างไกลจากความเป็นจริง สิ่งที่แตกต่างคือมัลน่าจะมีความกล้าหาญยิ่งกว่าผม ถ้าผมอยู่ในซีรีส์นะ ผมคงวิ่งหนีและไปหลบซ่อนแล้ว"

ความสัมพันธ์ของตัวละคร สู่มิตรภาพระหว่างนักแสดง

          อย่างที่กล่าวไปว่า ตัวละครอาลีน่าและมัล ต่างเป็นเพื่อนรักกัน ซึ่งผูกพันและเชื่อใจเสมอมา ความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้สร้างความประทับใจให้กับเจสซี่เป็นอย่างมาก เธอเผยว่า - "ฉันรักตัวละครอาลีน่ากับมัลนะ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีคุณค่ามาก และฉันก็ชอบที่ได้ร่วมงานกับอาร์ชีด้วย เพื่อให้ผู้ชมได้เชื่อในความสัมพันธ์ของทั้งสอง ผู้ชมต้องเห็นว่าทั้งคู่สนิทกันแค่ไหน ซึ่งฉันเชื่อว่าฉันกับอาร์ชี มีเคมีเหล่านั้น แค่นั่งอยู่ข้างๆก็สัมผัสได้ถึงความผูกพันของทั้งสอง และก็เป็นมิตรภาพที่มั่นคงด้วย เพราะสองตัวละครนี้คอยดูแลซึ่งกันและกัน ทุ่มเททำอะไรเพื่อกัน"

          หลังจากเจสซี่เผยถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวละครจบ อาร์ชี่ก็เสริมขึ้นมาทันทีว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งทุกที่เจสซี่บอก - "ผมว่าคุณพูดไปหมดแล้วละ เรื่องของอาลีน่ากับมัล ผมขอพูดถึง "ดาร์กลิ่ง" ละกัน (อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่รับบทโดย Ben Barnesเขาคือตัวร้ายหลักที่แทรกเข้ามาระหว่างความสัมพันธ์ของทั้งสอง) ผมว่าความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้น่าสนใจ มีไดนามิกที่ดี และก็เข้าใจได้ เพราะมันเล่าถึงตัวละครวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวตนของเธอเอง ค้นพบพลังสุดพิเศษ และได้รู้จักกับกรีชาที่มีพลังสูงสุดเท่าที่เคยมีมา จึงไม่แปลกใจเลยที่อาลีน่าจะมีความสงสัยในหลายสิ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเข้าใจได้"

          เจสซี่เสริมต่อว่า - "ฉันว่าอาลีน่า คิดว่ามัลเป็นคนดูเข้มแข็ง และมีความตั้งอกตั้งใจ และสำหรับอาลีน่าเอง มีส่วนนั้นเพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะเธอก็ยังมีส่วนที่อ่อนแอ และกระหายพลัง อยากจะเป็นคนที่เหมาะสมกับที่ใดที่หนึ่ง และตัวละครดาร์กลิ่งก็เข้ามา ทำให้ฉันได้แสดงถึงแง่มุมของอาลีน่า ผ่านความสัมพันธ์กับสองตัวละครนี้ สำหรับฉัน ฉันอยากให้อาลีน่าพบเจอกับความสุข และมัลก็มอบสิ่งนั้นให้กับเธอ"

          อย่างที่กล่าวไป ตัวละครดาร์กลิ่งหรือนายพลคีรีแกน เขาคือกรีชาที่มีพลังและอำนาจสูงสุด เป็นบุคคลที่เก่งกาจแต่ก็แฝงไปด้วยปริศนาอันดำมืดมากมาย ซึ่งบทดังกล่าวได้ เบน บาร์น นักแสดงจาก The Chronicles of Narnia : Prince Caspian มารับบท ซึ่งอาร์ชี่เผยถึงการร่วมงานกับเบนว่าเขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก - "จริงๆผมเคยร่วมงานกับเบนมาก่อนใน Gold Digger (ซีรีส์ดราม่าของ BBC One) ก่อนที่จะได้มาเจอเขาอีกครั้งใน Shadow and Bone เขาดีกับผมมาก และคอยดูแลผมเสมอ แถมยังคอยแนะนำอะไรดีๆตลอด การแสดงในซีรีส์ก็มีเขานี่แหละที่แนะนำผมอยู่บ่อยๆ" - ฟากของเจสซี่ซึ่งมีฉากที่ต้องเข้าฉากกับเบนเยอะมากบอกกับเราว่า – "ช่วงแรกๆในการถ่ายทำ ฉันมักจะสงสัยกับอะไรหลายๆอย่าง อาทิ นี่หมายถึงอะไร แล้วเบนก็มักจะให้คำตอบกับฉันเสมอ เขามีประสบการณ์เยอะมาก รู้ว่าอะไรที่เวิร์ก ตอนที่เราซ้อมบทกัน เขามักจะมีไอเดียที่น่าสนใจเสมอ แต่เขาก็มักแกล้งฉันเสมอ เบนชอบแกล้งชกหลังฉันตลอดเวลา ทำให้เราสนิทสนมกันและการทำงานนั้นง่ายขึ้นมาก"

          นอกจากความสัมพันธ์ของ อาลีน่าและมัล กลุ่มของแก๊งอาชญากร Six of Crows ก็โดดเด่นในแง่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไม่แพ้กัน คิตเผยว่า - "ผมว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ตัวละครนี้คือหัวใจของหนังสือSix of Crows เลยนะ และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในหนังสือด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากๆ พอพวกเรามาแสดง ว่าควรมีไดนามิกระหว่างกันมากน้อยขนาดไหน เมื่อสลับคู่กัน หรือฉากที่เข้าพร้อมกันทั้งสามคน ผมว่ามันทั้งน่าสนใจและสนุกมากๆด้วย" – เช่นเดียวกับอมิตาที่ชอบธีมในความเป็นครอบครัวระหว่างสามตัวละครนี้ เพราะพวกเขาต่างไว้ใจและเชื่อถือซึ่งกันและกัน และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน และเฟรดดี้ ก็แสดงความคิดเห็นปิดท้ายว่า - "ผมเห็นด้วยกับคิตและอมิตา นอกจากนี้พวกเรายังได้ทำภารกิจสนุกๆมากมาย ระเบิดของนู่นนี่ ทำเรื่องราวสนุกสนานเพียบเลย"

ฉากแอ็กชั่นเหนือจินตนาการ ขึ้นแท่นซีรีส์ฟอร์มยักษ์แห่งปี

          นอกจากประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครแล้ว สิ่งที่แฟนหนังสือและคอซีรีส์แฟนตาซีรอคอย คงหนีไม่พ้นฉากแอ็กชันอันยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความแฟนตาซีในองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งเหล่านักแสดงนำต่างโอดคราญว่าการถ่ายทำไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างอาร์ชีเผยว่า ฉากแอ็กชั่นใหญ่ๆนั้นแอบยากมาก เพราะทีมนักแสดงทุกคนต้องจำให้ได้หมดว่าใครต้องทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ แถมยังเต็มไปด้วย CGI และเอฟเฟคหลังจากนั้น ต้องใช้การจดจำและจินตนาการที่เยอะมาก เช่นเดียวกับ เจสซี่ที่เห็นด้วยกับเพื่อนนักแสดงของเธอ การถ่ายทำฉากใหญ่ๆต้องจำว่าต้องแสดงจากจุดไหนไปจุดไหน ซึ่งเธอบอกว่ายากมาก เพราะฉากใหญ่ๆจะมีอะไรเกิดขึ้นแบบเยอะมาก โดยเฉพาะตัวละครอาลีน่าจะมีพลังในการควบคุมแสงอาทิตย์ ดังนั้นจึงมีการให้เอฟเฟคในฉากเยอะมาก และมักจะใช้เวลาในการถ่ายทำเยอะมากด้วย แต่เจสซี่ก็พูดอย่างมีความสุขว่า แม้จะยากแต่ก็สนุกมากเช่นกัน

          ฟากของ 3 ตัวละครหลักแก๊งอาชญากรจาก Six of Crows ก็เผชิญกับฉากใหญ่ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะฉากที่พวกเขาเดินทางด้วยรถไฟผ่านดินแดนพยับเงาที่เต็มไปด้วยอันตราย เพื่อไปตามหาตัวละครอาลีน่า ของ เจสซี่ เมย์ลี ซึ่งคิตเผยว่า การถ่ายทำฉากดังกล่าวมันบ้ามาก - "พวกเราอยู่ในกล่องดำในสตูดิโอนานถึง 3 วัน สถานที่ซึ่งรถไฟจำลองถูกสร้างขึ้น เพื่อให้มุมกล้องสำหรับแต่ละตัวละครออกมาได้ มันเลยต้องใช้เวลานานถึง 3 วัน ที่พวกเราต้องอยู่ในกล่องเพื่อถ่ายทำฉากนั้น แล้วพื้นที่มันแคบมาก แถมพวกเขายังใช้ไฟจริงอีกต่างหาก ระหว่างถ่ายกล่องก็จะขยับตลอดเวลา และใช่แล้ว มันมีแพะด้วย ตอนจบวันแรกพวกเรายังโอเค แต่พอจบวันที่ 3 ผมแทบจะโฟกัสกับบทไม่ไหวแล้ว เพราะแม้แต่แพะมันก็ทำอะไรของมันไปเรื่อย แล้วอันที่จริงมีแพะ 2 ตัวด้วยนะ ซึ่งพวกมันร้องและอึตลอดเวลา สร้างปัญหาเยอะมาก แต่พอออกหน้ากล้องพวกมันก็ดูดีเชียว"

          แม้จะเต็มไปด้วยความยากลำบากในการถ่ายทำ แต่ทั้งเจสซี่, อาร์ชี่, คิต, อมิตา และเฟรดดี้ ก็ต่างเต็มไปด้วยประสบการณ์และความทรงจำที่ดีเยี่ยมในการถ่ายทำ เจสซี่บอกกับพวกเราว่า - "ฉันมีความทรงจำที่ดีในการถ่ายทำ Shadow and Bone เยอะมาก อย่างแรกเลยคือ ในกองถ่ายเต็มไปด้วยผู้คนที่สนุกสนาน พวกเราสนุกกันมาก ฉันจำวันที่ถ่ายทำกับ ไซม่อน เซียร์ กับจูเลียน คอสทอฟ ทั้งสองคนทำฉันหัวเราะตลอดเวลา พวกเขาสนุกจริงๆ" – เช่นเดียวกับอาร์ชี่ที่มาสมทบว่าเขาชอบวันที่ถ่ายทำฉากที่มีนักแสดงเยอะๆมากเช่นเดียวกัน เพราะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

          ด้านของเฟรดดี้เผยว่า เขาประทับใจในหลายอย่างระหว่างการถ่ายทำมาก โดยเฉพาะทักษะต่างๆที่เขาต้องฝึกเพื่อการถ่ายทำ โดยเฉพาะฉากแอกชันซึ่งหลังจากถ่ายจบ เฟรดดี้ก็รู้สึกดีเพราะว่ายังมีสกิลเหล่านั้นอยู่ ส่วนอมิตาตื่นตากับงานโปรดักชันมากที่สุด - "การเดินเข้าไปในกองถ่าย ฉากที่ถูกสร้างเป็นเมืองแคตเทรดาม และโครว์คลับ ตอนอ่านหนังสือก็จินตนาการไว้ระดับนึง แต่พออยู่ในกองถ่ายจริงๆ มันถูกสร้างสรรค์อย่างยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยรายละเอียดอย่างมาก พอมาถูกเนรมิตให้เป็นจริงได้ จึงตื่นตาอย่างมากเพราะฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แคตเทรดามเหมือนเป็นเวอร์ชั่นใหม่ของเมืองก็อตแธม ผสมผสานกับอัมสเตอร์ดัม แต่โลกในซีรีส์ก็ตื่นตามากพอที่จะชมแล้ว ในโลกของหนังแฟนตาซี หลายๆอย่างเคยถูกสร้างไว้แล้ว จึงยากมากที่จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมา แต่ทีมงานก็สามารถสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ"

คุณค่าของ Shadow and Bone ที่มากกว่าความสนุกสนาน

          นอกจากความเป็นแฟนตาซีแล้ว Shadow and Bone ยังสอดแทรกประเด็นสังคมที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แม้มันจะเป็นโลกแฟนตาซีที่สมมุติขึ้น แต่กลับสามารถสะท้อนความเป็นจริงในโลกใบนี้ได้อย่างดีทีเดียว เจสซี่บอกกับเราว่า ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือการยอมรับซึ่งกันและกัน และการยอมรับในตัวตนของคุณเอง - "อย่างตัวละครที่ฉันแสดง อาลีน่า เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัวว่าเธอเป็นใคร และเหมาะสมกับที่ไหน แถมยังไม่เชื่อว่าตัวเธอเองนั้นสำคัญขนาดไหน ผู้ชมจะได้เห็นว่าเธอมีพลังที่สำคัญขนาดไหนตั้งแต่ซีรีส์นั้นเริ่มต้นเรื่อง แต่เธอเองกลัับไม่เชื่อมั่นในความสามารถของเธอเอง ฉันว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังบอกว่า พวกเราต่างมีความสำคัญ ต่างมีบทบาทในทางของตนเอง และฉันก็หวังว่าทุกคนเมื่อได้ชม Shadow & Bone แล้วจะคิดเช่นเดียวกัน"

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM