HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

                บาดแผลที่น่าเจ็บปวดสุดของคอหนังจักรวาล DC คือการเห็นหนังรวมฮีโร่ของค่ายอย่าง Justice League ออกมาล้มเหลวทั้งในแง่ของรายรับและคำวิจารณ์ เพราะปัญหาในช่วงการสร้างที่ผู้กำกับเจ้าของโปรเจกต์ตัวจริงอย่าง แซ็ค สไนเดอร์ ต้องถอนตัวไปเพราะปัญหาทางครอบครัว ทำให้ทางค่ายวอร์เนอร์ จ้าง จอส วีดอน (ผู้กำกับ The Avengers) มาคุมถ่ายซ่อมบางฉากและตัดต่อใหม่ ด้วยคำสั่งไม่ให้หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง ทำให้ Justice League ฉบับฉายโรงเต็มไปด้วยข้อบกพร่องมากมายทั้งในแง่บทภาพยนตร์ที่ไม่สมบูรณ์ อารมณ์ขันที่สอดแทรกเข้าไปซึ่งไม่เข้ากับหนัง หรือแม้แต่ CG ในหลายฉากที่ประหลาดเกินรับ ทำให้แฟนๆ ออกแคมเปญให้ปล่อยหนังฉบับ แซ็ค สไนเดอร์จริงๆ ออกมา

                แต่แล้วฝันของแฟนๆก็เป็นจริง เมื่อ HBO ยอมทุ่มทุนเพื่อให้ แซ็ค สไนเดอร์ สานต่อโปรเจกต์ของเขาจนกระทั่งสมบูรณ์ ด้วยการถ่ายทำเพิ่ม ตัดต่อใหม่ ทำดนตรีประกอบใหม่ ทำเทคนิคภาพพิเศษใหม่ ด้วยทุนสร้างเพิ่มเติม 70 ล้านเหรียญฯ จนกลายออกมาเป็น Zack Snyder's Justice League หนังฉบับที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างรอคอย และนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่คำเรียกร้องของแฟนๆ ได้รับการรับฟังและเป็นจริงในที่สุด โดยโปรเจกต์นี้ ถือเป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ Exclusive เฉพาะ HBO เท่านั้น

                อาจกล่าวได้ว่า Zack Snyder's Justice League คือหนังรวมฮีโร่ในจักรวาล DC ที่คุ้มค่าแก่การรอคอย และคู่ควรกับคอหนังอย่างแท้จริง หนังฉบับใหม่นี้แทบจะเป็นหนังใหม่อีกเรื่องด้วยซ้ำ ด้วยความยาว 4 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งมากกว่าฉบับโรงถึงเท่าตัว หนังเต็มไปด้วยฟุตเทจใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าเทียบกับฉบับในโรงที่ได้ดู น่าจะเหมือนกันแค่ 30% เท่านั้น โดยเฉพาะฉากต่อสู้ใหญ่ในองค์สุดท้ายที่แทบจะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ซึ่งอลังการงานสร้างกว่ามาก เชื่อว่าแฟนๆหลายคนหวังให้ฉากต่อสู้ช่วงท้ายของ Justice League อลังการได้เทียบเท่าฉากในนิวยอร์กของ The Avengers ซึ่งหนังฉบับก่อนถือว่าห่างชั้น แต่หนังฉบับนี้ ถูกปูมาอย่างดี และเนรมิตฉากดังกล่าวได้ทั้งอลังการ ทั้งเท่ห์ และบีบคั้นอารมณ์ขั้นสุด

                สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ Zack Snyder's Justice League คือการที่หนังให้เวลากับการปูเส้นเรื่อง ไม่ได้เร่งรีบจนทำให้ผู้ชมไม่อินอะไรเลยแบบฉบับโรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครที่พวกเราไม่เคยเห็นเขาในหนังเรื่องไหนมาก่อนอย่าง The Flash และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Cyborg ปมของเขาและพ่อ ซึ่งแทบจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของหนังฉบับนี้ ทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก (ซึ่งฉบับโรงตัดทิ้งจนแทบไม่เหลืออะไรเลย) เราค่อยๆเห็น Justice League รวมทีมกัน ค่อยๆเห็นเส้นเรื่องของตัวร้ายหลักของ สเต็ปเพนวูลฟ์ มามันมาจากไหน แรงผลักดันที่ให้มันทำเช่นนี้คืออะไร หนังฉบับนี้ทำให้เราเข้าใจทั้งเจตนาของตัวดีและตัวร้ายมากขึ้น และเมื่อมาถึงไคลแม็กซ์จริงๆ อารมณ์จึงถูกบิ้วมาแบบเต็มสตรีม ต่างจากฉบับโรงที่เล่าทุกอย่างแบบแตะๆ จนขาดอารมณ์ร่วมไปหมด

                นอกจากเส้นเรื่องที่แม้จะยาวถึง 4 ชั่มโมงแต่ก็เล่าได้อย่างพอเหมาะแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญและเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับ แซ็ค สไนเดอร์ มาโดยตลอดคืองานวิชวลที่ล้ำเลิศตื่นตา เขามักจะสร้างโลกใบใหม่ที่น่าตื่นเต้นในหนังของเขาเสมอ เช่นเดียวกับ Zack Snyder's Justice League ที่ต้องยอมรับว่าหนังสวยเกินคำบรรยาย แซ็คเลือกใช้อัตราภาพแบบจอ IMAX ที่เขาชื่นชอบ บวกกับภาพ Slow Motion ที่ใช้ถี่เหลือเกิน แต่ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่ใช้คือโคตรเท่ห์ จนหลายครั้งอุทานออกมาเลยว่า มันปังมาก รวมไปถึงงาน CG ที่ทำออกมาได้ดี (ยิ่งกว่าฉบับโรงที่แปลกประหลาดเหลือเกิน) เขาเนรมิตฉากใหญ่อลังการได้อย่างถึงระดับ จนต้องยกย่องว่าหนังฉบับนี้มีความ Cinematic สูงยิ่งกว่าหนัง DC เรื่องไหนๆ

                โดยรวม Zack Snyder's Justice League คือหนึ่งในหนัง DC ที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างไร้ข้อสงสัย ดูจบถึงขั้นโกรธว่าทำไมวอร์เนอร์ถึงกล้าปล่อยหนังฉบับแย่ๆเมื่อ 4 ปีก่อนออกมาให้พวกเราได้ดู แต่สุดท้ายก็ต้องขอบคุณค่ายที่ยอมรับความผิดและอนุมัติให้ แซ็ค สไนเดอร์ ได้ทำหนังเวอร์ชั่นนี้ ถ้าคุณเคยผิดหวังกับหนังฉบับเก่าคุณต้องมาดู แต่ถ้าไม่เคยดูมาก่อน ยิ่งต้องมาเปิดดู มาสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ ความเต็มอิ่ม ของหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้ เพียงแค่ฉากเปิด 5 นาทีแรก ก็ชนะฉบับโรงแบบขาดลอยแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลที่คือภาพยนตร์ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

                Zack Snyder's Justice League สามารถรับชมได้แล้ววันนี้ เฉพาะที่ HBO GO เท่านั้น

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM