HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          สร้างความฮือฮาตั้งแต่ประกาศสร้างเมื่อมีข่าวว่าดิสนีย์จะสร้างเจ้าหญิงคนใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งรวมถึงไทยด้วย) ในที่สุด Raya and the Last Dragon ก็เสร็จสมบูรณ์และเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้ เล่าถึง รายา นักรบสาวที่พยายามตามหามังกรตัวสุดท้ายเพื่อสู้กับ ดรูน ปีศาจร้ายที่ทำให้เหล่ามนุษย์กลายเป็นหิน ซึ่งการต่อสู้กับดรูนเมื่อ 500 ปีก่อน ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรแทบจะสูญพันธุ์ โดยตำนานกล่าวว่า เหลือเพียงมังกรซิซูที่ซ่อนตัวอยู่แหล่งน้ำ รายาจึงออกเดินทางตามหาเพื่อสู้กับดรูนทีี่กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง นอกจากนี้เธอยังพยายามรวมเผ่าต่างๆ ของมนุษย์ทั้ง 5 ให้กลับมาสามัคคีกัน เพื่อในอาณาจักรคุมันตราในอดีต กลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง

          Raya and the Last Dragon คือการกลับสู่ท็อปฟอร์มอีกครั้งของดิสนีย์แอนิเมชั่น ที่เล่าเรื่อง ใส่แก่นเรื่อง สร้างตัวละคร สร้างงานวิชวลทั้งฉากแอ็กชั่นและอารมณ์ขัน รวมถึงฉากประทับใจได้ออกมาลงตัวและกลมกล่อมอย่างมาก แบบเดียวกับแอนิเมชั่นของดิสนีย์ยุค 90 ที่ส่งให้ดิสนีย์แอนิเมชั่นประสบความสำเร็จขั้นสุด (ยุค Beauty and the Beast, Aladdin, The Lion King, Pocahontas, Mulan) มันเป็นงานที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และมีหัวจิตหัวใจ ซึ่งยากที่ค่ายคู่แข่งอื่นๆจะทำได้ถึง แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้มีฉากตัวละครร้องเพลงเป็น Musical แบบเรื่องอื่นๆด้วยซ้ำ แต่กลับประทับใจ งดงาม ในระดับที่สามารถเอาชนะหนังดิสนีย์ยุคหลังๆอย่าง Moana หรือเกือบจะเทียบเคียง Frozen ภาคแรกได้เลยด้วยซ้ำ

          ส่วนสำคัญคือโครงเรื่อง หนังเลือกที่เล่าถึงปมที่ค่อนข้างหนัก แบบเดียวกับ Mulan และ Frozen ที่รายา ตัวละครนำต้องเผชิญกับวิกฤตของครอบครัวและดินแดนที่เธออาศัยอยู่ จึงทำให้ตัวเธอต้องลุกขึ้นสู้ ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะโหดร้ายและสาหัสขนาดไหน รวมไปถึงการผูกปมเรื่องความไว้ใจ หลังจากที่รายาเคยถูกตัวร้ายหักหลังตั้งแต่สมัยเด็ก ทำให้ปมหลายๆ ส่วนค่อนข้างหนักหน่วง ด้วยเส้นเรื่องที่ค่อนข้างจริงจังและภาระที่ตัวละครนำแบกไว้ ทำให้ Raya and the Last Dragon มีความหนักแน่นในตัวละครพอสมควร และนั่นทำให้ฉากการต่อสู้หลายๆ ฉากเข้มข้นขึ้น และเมื่อถึงบทสรุป สิ่งที่ตัวละครต้องก้าวผ่าน จึงเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ

          ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งจุดเด่นที่ชัดเจนมากคืองานภาพ การออกแบบทุกรายละเอียดในหนัง ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแถบบ้านเรา ซึ่งทำให้ภาพที่ปรากฏงดงาม และแปลกตาจากหนังแอนิเมชั่นของดิสนีย์เรื่องอื่นๆ มาก แม้ว่าหนังหลายๆ เรื่องอาจจะได้รับแรงบันดาลใจไปบ้างแล้ว หรือใกล้สุดก็เกี่ยวกับจีน แต่เรื่องนี้ถือว่ามาจากไทยและเพื่อนบ้านเราแบบเต็มๆ ยอมรับว่าหลายๆ ฉากสวยจนอ้าปากค้างไปเลย โดยเฉพาะการออกแบบอาณาจักรและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่คุ้นตาเหลือเกิน(แต่แปลกตาในหนังดิสนีย์) และนั้นทำให้ Raya and the Last Dragon เป็นหนังที่คู่ควรกับการชมในโรงภาพยนตร์เป็นอย่างมาก

          อีกหนึ่งจุดเด่นที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย คือการสร้างตัวละครที่มีสีสันและมีเสน่ห์ขั้นสุด ซึ่งถือเป็นความเก่งกาจของดิสนีย์เสมอ ที่โดดเด่นจนแทบจะกลบรัศมีของรายาไปเลย คือมังกรซิซู มังกรตัวสุดท้ายของอาณาจักรคุมันตรา ซึ่งดิสนีย์เลือกให้ อควาฟิน่า (จาก Crazy Rich Asians) มาพากย์เสียงและขโมยซีนขั้นสุด อาจกล่าวได้ว่า ซิซูคืออควาฟิน่าเลยก็ว่าได้ นักแสดงท่านนี้ขโมยซีนในหนังเรื่องอื่นอย่างไร มังกรตัวนี้ก็ขโมยซีนแบบนั้น จนอยากจะเปลี่ยนชื่อหนังเป็น Sisu and the Last Princess แทน(สลับที่กับนางเอก) นอกจากนี้เหล่าตัวละครสมทบทั้ง ตุ๊กตุ๊ก สัตว์เลี้ยงคู่ใจของนางเอก, บุญ เด็กหนุ่มที่นางเอกเจอระหว่างทาง รวมไปถึงแก๊งของเด็กเบบี๋และสามลิง ก็ล้วนสร้างสีสันให้กับหนังได้เป็นอย่างมาก

          Raya and the Last Dragon คือหนังแอนิเมชั่นจากดิสนีย์ที่ โคตรดีในหลายๆองค์ประกอบ ทั้งการโครงเรื่องที่แข็งแรง การสร้างตัวละครที่มีสีสัน การออกแบบฉากต่างๆ ที่งดงาม หนังเต็มไปด้วยความบันเทิง ทั้งฉากแอ็กชั่นที่สนุกและอารมณ์ขันที่แฝงไว้มากมายตามสไตล์ดิสนีย์ และความประทับใจเมื่อผู้ชมเดินออกจากโรง แม้จะไม่ได้มีเพลงอะไรมากมาย แต่นั่นก็ทำให้หนังแข็งแรงขึ้น จริงจังขึ้น โดยรวมผลงานชิ้นนี้ จึงเป็นการกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งของดิสนีย์ แบบที่เคยทำได้ในยุค 90และเพิ่งทำได้ไปไม่นานมานี้จากทั้ง Frozen และ Zootopia นี่คือหนังที่ดีและสนุกมาก จนไม่อยากให้ทุกคนมองข้าง

(ให้ 9.5 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM