HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          ในทุกๆ ปี เรามักจะได้ดูหนังอบอุ่นฟีลกู้ดในบรรยากาศคริสต์มาสอยู่เป็นประจำ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความอบอุ่น และพล็อตก็มักจะวนเวียนอยู่กับความไม่เข้าใจกันในครอบครัว แต่ท้ายที่สุดก็เปิดรับความแตกต่าง นำไปสู่ความรัก ความเข้าใจในที่สุด เช่นเดียวกับ Happiest Season หนังที่เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่ง แต่ความแตกต่างและแปลกใหม่ในหนังเรื่องนี้ คือการหยิบเอาประเด็นรักร่วมเพศขึ้นมาชู ซึ่งโดยปกติแล้ว มักจะไม่ได้นำมารวมกับหนังคริสต์มาส โดยหนังได้สองนักแสดงสาวอย่าง คริสเต็น สจ๊วร์ต จาก Twilight มารับบทนำ ประกบกับ แมคเคนซี่ เดวิส จาก Terminator : Dark Fate และ Blade Runner 2049

          หนังเล่าถึง แอ็บบี้ (รับบทโดย คริสเต็น สจ๊วร์ต) หญิงสาวที่ไม่ค่อยเอ็นจอยกับเทศกาลคริสต์มาส หลังจากสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปในเทศกาลนี้ ทำให้ทุกครั้งที่คริสต์มาสมาถึง เธอมักจะไม่ค่อยชอบ เพราะมันทำให้เธอรำลึกได้ว่าอยู่ตัวคนเดียว จนกระทั่งมาพบรักกับ ฮาร์เปอร์ (รับบทโดย แมคเคนซี่ เดวิส) นักเขียนสาวคนเก่ง ทั้งสองสานสัมพันธ์กันจนอาจใช้คำว่ารักแท้ได้ จนกระทั่งคริสต์มาสมาถึง ฮาร์เปอร์ ได้ชวนให้ แอ็บบี้ ไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวของเธอ เพื่อที่แฟนสาวจะได้ไม่เหงา แต่ปรากฏว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่แอ็บบี้คิด เพราะฮาร์เปอร์ยังไม่เคยบอกความจริงกับครอบครัว ว่าเธอเป็นเลสเบี้ยน ทำให้แอ็บบี้ต้องแสร้งเป็นแค่รูมเมทเท่านั้น และในขณะเดียวกันคุณพ่อของฮาร์เปอร์ กำลังจะลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของเมือง ดังนั้นจึงพยายามทำทุกทางเพื่อให้ครอบครัวของเขา ลุคภายนอกดูเพอร์เฟ็คมากที่สุด แม้ความจริงจะเต็มไปด้วยปัญหาก็ตาม

          ตามสไตล์หนังคริสต์มาส เป้าหมายของหนังน่าจะเริ่มต้นด้วยความไม่เข้าใจ ด้วยปมปัญหาและนำไปสู่การยอมรับ เข้าใจและปิดท้ายอย่างอบอุ่น Happiest Season ก็ดำเนินเรื่องเช่นนั้น ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ผู้ชมคาดหวังได้อยู่แล้ว โดยรวมหนังค่อนข้างอบอุ่นและสนุกมากทีเดียว ข้อดีมากๆของหนังคือ ทั้งตัวละครของ คริสเต็น สจ๊วร์ต และแมคเคนซี่ เดวิส น่าเอาใจช่วย ผู้ชมจะสามารถตกหลุมรักทั้งสองได้หลังจากหนังดำเนินเรื่องไปไม่นาน ทำให้ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคใดๆหรือตัวละครตัดสินใจผิดพลาดอะไร เราก็พร้อมจะให้อภัย แต่สิ่งที่หนังอาจจะไม่ยั้งมือไปหน่อย คือการสร้างตัวละครแวดล้อมของฮาร์เปอร์ ที่ครอบครัวของเธอนั้น เต็มไปด้วยสมาชิกที่น่ารำคาญอยู่ไม่น้อย ระหว่างที่เรื่องดำเนินไปก็จะอึดอัดแทนแอ็บบี้ จนแอบสรรเสริญเธอเบาๆว่าถ้าเป็นเราคงหนีไปนานแล้ว

          อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังเข้าสู่ช่วงเข้มข้นของเส้นเรื่อง Happiest Season เล่าตรงจุดนี้ได้ดีเกินคาด หนังมีบทสนทนาให้ชวนคิดและซาบซึ้งตรึงใจพอสมควร และหนังไม่ได้พยายามตัดสินตัวละครใดตัวละครหนึ่งในมุมเดียว หนังพยายามจะฉายให้เห็นถึงความคิดทั้งในมุมของฮาร์เปอร์และแอ็บบี้ ในประเด็นการเปิดตัวต่อสังคมว่าเป็นรักร่วมเพศ ซึ่งแบ็คกราวน์ครอบครัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะตัดสินใจเปิดตัวได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับบางคนที่แบกความกดดันไว้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย มีจุดหนึ่งที่เราอาจจะอึดอัดกับฮาร์เปอร์ว่าทำไมไม่เปิดตัวกับครอบครัว แต่เมื่อหนังเล่ามาถึงมุมมองของตัวละครนี้ ก็ทำให้ผู้ชมเข้าใจและเอาใจช่วยเธออยู่ไม่น้อย

          แม้หลายตัวละครจะน่ารำคาญไปนิด โดยเฉพาะในบ้านของฮาร์เปอร์ แต่ต้องยอมรับว่า Happiest Season มีตัวละครดีๆมาสร้างสีสันพอสมควร โดยเฉพาะบทจอห์น เพื่อนสนิทของแอ็บบี้ที่เป็นเกย์ ตัวละครนี้แอบสร้างสีสันได้อย่างมาก และมีประโยคสำคัญที่เป็นคีย์ของหนัง เมื่อถึงฉากดังกล่าว แดน เลวี่ย์ นักแสดงตลกที่สวมบทบาทนี้ ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดี รวมถึง ออเบรย์ พลาซ่า นักแสดงตลกที่เรื่องนี้รับบทค่อนข้างจริงจัง กับอดีตหญิงคนรักของฮาร์เปอร์ ที่เธอแสดงได้อย่างมีเสน่ห์มากๆ

          อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ Happiest Season มาเข้าโรงภาพยนตร์ในบ้านเรา ในช่วงเวลาที่ช้าไปนิด เพราะโควิด-19 ทำให้หนังไม่ได้ฉายในช่วงปลายปีอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้น Happiest Season ก็เป็นหนังโรแมนติกฟีลกู้ด ที่ดูแล้วอบอุ่นและอิ่มเอมใจในทุกช่วงเวลา ถ้ามีโอกาสได้ดูในช่วงวาเลนไทน์ก็เหมาะสมไปอีกแบบ เพราะหนังกล่าวถึงความรักที่ไม่จำกัดเพศและการเปิดใจยอมรับไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหนก็ตาม

(ให้ 8 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน)

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM