HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          การเห็นชื่อของ "นิโคลาส เคจในยุคหลังๆอาจไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะพี่แกถือว่ารับเล่นหนังค่อนข้างสะเปะสะปะมาก มีทั้งหนังฮอลลีวู้ดเกรดดี หนังอินดี้สุดว้าว ไปจนถึงหนังเกรดบี ที่ถ้าเป็นยุคสมัยก่อน คงเรียกกันว่าหนังส่งลงแผ่นเลยประมาณนั้น ซึ่ง "Jiu Jistu” อาจกล่าวได้ว่า เป็นหนังแอ็กชั่นที่จัดอยู่ในประเภทหลัง แต่อย่าเพิ่งมองข้ามไป เพราะถ้าแม้จะเป็นหนังเกรดบี(ในแง่ของโปรดักชั่นแต่ก็มีอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ด้วยความไม่มีข้อจำกัดมากมายนักจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ ทำให้หนังค่อนข้างเซอร์จัดอยากจะเล่าอะไรก็ได้ รวมถึงรวบเอาดาราที่หน้าคุ้นจากหนังแอ็กชั่นมารวมตัวกันมากมาย ทั้ง แฟรงก์ กริลโล่ริค ยูน รวมไปถึงพี่จา พนม ของบ้านเรา ที่มีโอกาสได้โชว์ซีนบู๊พอสมควรเลย

          หนังเปิดเรื่องมาด้วย เจค (รับบทโดย อเลน มัวซิชายร่างแกร่งที่บาดเจ็บและจำความไม่ได้ เขาได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านของพม่า นำตัวไปส่งกองทัพสหรัฐฯ จนกระทั่งพวกเขาสืบสวนว่าชายคนนี้เป็นใครและเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ไม่นานกลุ่มนักสู้ยิวยิตสู ที่นำโดย เฮอร์ริแกน (รับบทโดย แฟรงก์ กริลโล่ก็มาชิงตัวเขาไป ทำให้เจคได้ทราบว่าตนคือหนึ่งในนักสู้ยิวยิตสู ที่มีภารกิจใหญ่ในการปกป้องโลก เพราะทุกๆ ปี เอเลี่ยนพันธ์แกร่งจะเดินทางข้ามมิติมายังโลกมนุษย์เพื่อท้าสู้กับกลุ่มนักรบ และถ้าพวกเขาแพ้ โลกจะตกอยู่ในอันตราย โดยงานนี้ เจค มีชายปริศนา (รับบทโดย นิโคลาส เคจเป็นคนคอยชี้ทาง ส่วนพี่จา พนม ก็รับบทเป็นหนึ่งในนักรบยิวยิตสูที่เก่งไม่น้อยและคอยช่วยเหลือพระเอก ให้เอาชนะนักรบเอเลี่ยนนี้ให้ได้

          ก่อนเข้าไปชม Jiu Jitsu คือเตรียมใจไปดูหนังแอ็กชั่นเกรดบี เน้นฉากต่อสู้เพลินๆ แต่ไปๆมาๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น จนอาจจะกล่าวได้ว่าหนังค่อนข้างเซอร์ทีเดียว เหมือนผู้สร้างอยากทำอะไรก็ทำ ก็ใส่มา จนบางทีออกไปทางฮาเลยก็ว่าได้ เช่นพล็อตบางอย่างที่ดูเชยจัง ก็ยังอุตส่าห์ใส่มา ทำเอาหนังเซอร์ไปพอสมควร ภาพรวมตัวพล็อตค่อนข้างคล้ายกับการ์ตูน ไม่ได้มีความจริงจังในเส้นเรื่องมากนัก ส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้น อาจเพราะหนังเชื่อมระหว่างฉากด้วยภาพช่องต่างๆคล้ายเราอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ บวกกับใส่ตัวละครแบบเอาฮาเว่อร์ๆเข้ามาสร้างสีสัน ซึ่งเป็นตัวละครแบบที่ในสนามรบของจริงคงไม่มีวันได้พบเจอ แม้เส้นเรื่องจะเว่อร์ๆชวนเซอร์ถึงฮา แต่ก็ยังแอบไปไม่สุดทาง ถ้าหนังเอาดีทางบ้าๆไปเลยน่าจะดี เสียดายที่ยังเล่าเรื่องสะเปะสะปะ สลับไปมาทำเอางงบ้างในบางฉากอยู่เหมือนกัน

          สำหรับฉากแอ็กชั่นในหนังค่อนข้างหลากหลายอารมณ์ บางซีนก็ระทึกแบบถึงอกถึงอกใจ แต่บางซีนก็ค่อนข้างเรียบง่ายทั่วไปจนน่าเบื่ออยู่เหมือนกัน บางฉากเหมือนผู้กำกับอยากจะทำแบบวีดีโอเกมส์ ให้มุมมองคนดูเหมือนพระเอกก็ทำ ก็น่าสนใจไปอีกแบบ แต่น่าเสียดายที่ทำแค่ฉากเดียวเท่านั้น ซีนบู๊ไฮไลต์สุดคงหนีไม่พ้นช่วงองค์แรกที่เปิดตัว จา พนม ที่เป็นลองเทค ที่ค่อนข้างเรียลและตื่นตาพอสมควรเลย เราจะได้เห็นพี่จา โชว์ความสามารถแบบสตั้นท์ที่จัดเต็ม ทำเอาหายคิดถึงอยู่เหมือนกัน ต่างจาก Monster Hunter ที่เราเห็น จา พนม ปรากฏตัวบนจอค่อนข้างเยอะแต่กลับใช้งาน จาได้ไม่คุ้มเลย ส่วนใหญ่เห็นจับปืน ยิงมอนสเตอร์ แต่ในเรื่องนี้แม้จะปรากฏตัวไม่มากเท่า แต่กลับเห็นการเตะการต่อย การออกลีลา แบบเดียวกับที่เราเคยเห็นใน องค์บาก และต้มยำกุ้ง นั่นเอง

          โดยรวม Jiu Jitsu อาจไม่ใช่หนังสมบูรณ์แบบอะไรมากนัก แต่ก็มีอะไรให้เพลิดเพลินอยู่พอสมควร หนังมีความบ้าของผู้สร้างที่แหลมเข้ามา ทำให้มีสีสันหลายฉาก แต่พอกลับจะเรียบง่าย ก็เข้าขั้นเบสิคจนน่าเบื่อไปเลยก็มี ดูท่าแล้วผู้กำกับเองก็มีของอยู่ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่หนังไม่เสมอต้นเสมอปลาย ทำให้โชว์ความเจ๋งได้ไม่มากมาย พาร์ทที่ดูจะเป็นหนังเกรดบีจ๋า มันก็ชัดเจนขึ้นมาอย่างน่าเสียดาย หนังเหมือนคนบ้าที่พอจะนิ่งก็เรียบจนน่าเบื่อไปเลย แต่อย่างน้อยได้ดูพี่จา ในฉากบู๊แบบ Long Take ก็แอบคุ้มอยู่นิดๆ

(ให้ คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

*** เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ กุมภาพันธ์นี้ ***

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM