HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

 

“มันเหมือน Gravity บวกกับ The Revenant”

 

       นี่คือคำอธิบายของ จอร์จ คลูนีย์ ต่อผลงานใหม่อย่าง “The Midnight Sky" ที่เขารับหน้าที่ทั้งแสดงนำ, กำกับภาพยนตร์ และอำนวยการสร้าง เขาคือนักสร้างหนังแถวหน้าของฮอลลีวู้ดที่ไม่มีใครไม่รู้จัก จอร์จพิสูจน์ฝีมือด้วยการคว้ารางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Syriana มาแล้ว โดยนอกจากผลงานการแสดงที่ปรากฏบนหน้าจอ จอร์จยังได้รับการยกย่องในฐานะผู้กำกับ เขาได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Good Night, and Good Luck และชนะออสการ์ในฐานะโปรดิวเซอร์จากหนังทริลเลอร์สุดเข้มข้นเรื่อง Argo

       ต้นฉบับของหนังคือนิยายที่ชื่อ Good Morning, Midnight ของ ลิลลี่-บรู๊ค ดัลตั้น ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2016 ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์คู่ขนานที่เกิดขึ้นในวันที่โลกกำลังจะดับสูญ เหตุการณ์หนึ่งบนโลกมนุษย์ และอีกเหตุการณ์ในอวกาศ เส้นเรื่องแรกเล่าถึง ออกัสตีน นักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังในสถานีทดลองอันห่างไกลในทวีปอาร์กติก ซึ่งปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ ท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเหน็บ เขาไม่อยากหนีไปไหนเพราะรู้ดีว่าชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลงเพราะโรคร้ายที่กำลังจะคร่าชีวิตของเขา และอีกเส้นเรื่องเล่าถึงกลุ่มนักบินอวกาศที่ออกสำรวจจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งภารกิจของพวกเขากำลังจะจบลง และอยู่ระหว่างเส้นทางเดินทางกลับบ้าน แต่พวกเขากลับไม่รู้เลยว่า สถานการณ์บนโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการขาดการติดต่อกับโลกมนุษย์ ทำให้พวกเขาถูกทอดทิ้งอยู่นอกโลกเพียงลำพัง พร้อมกับคำถามที่ค้างคาใจมากมาย ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?

       จอร์จ คลูนีย์ ทำหน้าที่ทั้งกำกับและรับบทนำในภาพยนตร์ไซไฟดราม่าเรื่องนี้ เช่นเดียวกับหลายๆเรื่อง เขามักจะรับบทนำเองในหนังที่เขากำกับ (ยกเว้นเพียง Suburbicon ผลงานชิ้นก่อนที่เขายกบทนำให้ แมตต์ เดม่อน เพื่อร่วมจอจากหนังตระกูลOcean's Eleven) และคัดเลือกทีมนักแสดงคุณภาพมาร่วมจอ โดยเฉพาะในพาร์ทของยานอวกาศนอกโลก ที่เต็มไปด้วยนักแสดงหนังรางวัล ไล่ตั้งแต่ เฟลิซิตี้ โจนส์ จาก The Theory of Everything, เดวิด โอเยโลโว่ จาก Selma, เดเมี่ยน บิชอร์ จาก A Better Life และ ไคล์ แชนด์เลอร์ จาก The Wolf of Wall Street ส่วนไฮไลต์ของจริงสำหรับ The Midnight Sky คือ คาร์ออลลีน สปริงเกิ้ล สาวน้อยวัย 8 ขวบที่โชว์ฝีมือการแสดงครั้งแรกด้วยการประกบ จอร์จ คลูนีย์ ในภาพยนตร์เรื่องนี้

       แม้ว่า The Midnight Sky จะเป็นหนังอวกาศเล่าถึงวันที่โลกใกล้จะสิ้นสุด และทุ่มทุนสร้างไปมากกว่า 100 ล้านเหรียญฯ แต่แก่่นแท้ของหนังกลับเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากภายในจิตใจของตัวละคร จอร์จให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนว่า - "แรกเริ่มเลยตอนที่ผมได้อ่านบทภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างส่วนตัวมากๆ เป็นเรื่องราวเล็กๆ เรื่องของผู้คนที่พยายามจะกลับบ้าน และผู้คนที่พยายามจะไถ่บาป อย่างออกัสตีน ตัวละครที่ผมแสดง เขารู้สึกผิดกับความผิดพลาดในอดีต อย่างที่กล่าวไป มันเป็นเรื่องราวที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่เราหยิบมาเล่าในภาพรวมที่ค่อนข้างใหญ่ อย่าง อวกาศ และขั้วโลกมาครอบคลุม เคล็ดลับของหนังเรื่องนี้คือเราพยายามสร้างภาพที่ใหญ่โตก่อน แล้วพาผู้ชมเข้าสู่เรื่องราวที่ใกล้ตัว"

       จอร์จยังอธิบายเพิ่มว่า The Midnight Sky มีความเป็นส่วนตัวมากขนาดไหน เขาเผยว่าเขาให้ความสำคัญกับตัวละครมากๆ อย่างตัวละคร ไอริส เด็กสาวที่อยู่กับ ออกัสตีนตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครที่ที่จอร์จเล่นด้วยตลอดเวลา เธอมีบทพูดแค่ประโยคเดียวเท่านั้น ดังนั้นดนตรีประกอบในเรื่องนี้จึงพิเศษมากๆ จอร์จอยากให้ดนตรีประกอบเป็นเหมือนอีกหนึ่งตัวละคร - "ผมพยายามให้เสียงดนตรีเป็นอีกหนึ่งตัวละคร ตอนที่ผมปรึกษากับ อเล็กซานเดอร์ เดสปลาต์ (นักประพันธ์ดนตรีประกอบ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Shape of Water และ The Grand Budapest Hotel) ผมโทรบอกให้เขียนเพลงเพิ่ม เขาได้แต่งเพลงในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ผมบอกเขาว่าผมอยากได้ดนตรีประกอบที่ช่วยอธิบายหนัง เพิ่มความรู้สึกให้กับหนัง เราอยู่ ณ จุดไหนของชีวิต เรื่องราวกำลังดำเนินไปยังจุดไหน ดังนั้น สำหรับผมหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเล็กเลย และมีความส่วนตัวมากๆด้วย"

       และเพื่อความสมจริงมากที่สุด โดยเฉพาะฉากของทวีปอาร์กติก ทีมงานได้ยกกองไปถ่ายทำกันที่ไอซ์แลนด์ ด้วยความยากลำบาก จอร์จเล่าถึงประสบการณ์การถ่ายทำสุดหินว่า - "สำหรับผมมันสนุกมากที่ได้ถ่ายทำหนังในอากาศที่ติดลบ 40 องศา ทีมงานต้องเตรียมตัวในการถ่ายทำหนักมาก เพราะนอกจากทีมงานที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เรายังมีนักแสดงที่อายุเพียง 7 ขวบด้วย เรามีเวลาอันน้อยนิดในการถ่ายทำ เพราะพระอาทิตย์เริ่มส่องแสงหลัง 11 โมงเช้า และเริ่มมืดในเวลาตั้งแต่บ่าย 3 เป็นต้นไป ดังนั้น เราต้องพร้อมมากในการถ่ายทำแต่ละวัน ซึ่งบางทีอากาศก็คาดเดาไม่ได้ บางวันก็ฟ้าโปร่งมีแสงสว่าง บางวันก็สาหัสเหมือนพายุทอร์นาโดพัด พวกเราได้แต่ภาวนาให้ฟ้าสว่าง จนกระทั่งแสงแดดเริ่มส่อง พวกเราจึงเริ่มเดินหน้าถ่ายทำให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และถ่ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันอาจจะเป็นเพียงเวลาสั้นๆแค่ 5 นาทีเท่านั้นที่ถ่ายได้ แล้วก็ต้องนั่งรอเป็นชั่วโมงกันต่อ มันเป็นการผจญภัยที่ไม่ธรรมดาเลย แล้วอยู่ที่ดวงด้วยมีสภาพอากาศจะเป็นเช่นไร และจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราต้องพร้อมตลอดเวลา ซึ่งพวกเราเป็นเช่นนั้น และที่สำคัญมันหนาวมากเชียวละ"

       ส่วนฉากนอกโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับ จอร์จ คลูนีย์ เพราะเขาเคยแสดงนำในหนังอวกาศมาแล้ว อย่าง Gravity ของ อัลฟอนโซ กัวรอน และ Solaris ของผู้กำกับคู่บุญเขาอย่าง สตีเว่น โซเดอห์เบิร์ก จากหนังไตรภาค Ocean's Eleven จอร์จเผยว่า เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำหนังอวกาศผ่านการร่วมงานกับทั้งคู่ - "ผมได้เรียนรู้เรื่องการทำหนังอวกาศเยอะเลย โดยเฉพาะอัลฟอนโซ เขาสร้างฉากแอ็กชั่นในอวกาศได้พิเศษมากๆ และสตีเว่นที่ผมร่วมงานกันบ่อยที่สุด ทำงานกันมามากกว่า 10 ปี ผมเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างหนังมาจากเขาทั้งหมด แต่สำหรับอัลฟอนโซมันค่อนข้างพิเศษ เขาสร้าง Gravity ให้แตกต่างจากหนังอวกาศทั้งหมดที่คุณเคยดู เขาทำความเข้าใจกับภาวะไร้แรงดึงดูดว่ามันไม่มีทิศเหนือทิศใต้ ไม่มีบนหรือล่าง ทุกอย่างในหนังอวกาศสามารถเคลื่อนไปได้ทุกทาง และถ้าคุณได้ดูหนังมันจะเป็นเช่นนั้นเลย ดังนั้นเมื่อเราได้เรียนรู้ว่ามันไม่มีขึ้นลง การเคลื่อนกล้องในหนังจึงเป็นอิสระมาก ซึ่งคุณต้องระวังในการถ่ายทำมากๆ มิฉะนั้นคนดูอาจจะเวียนหัวได้ สิ่งที่ยากสุดจึงเป็นการหาความสมดุลที่พอดี ผมจึงได้เรียนรู้หลายอย่างจากเขามาก และพยายามจะใส่ไว้ในหนังเรื่องนี้"

       ดูเหมือนการทำให้โปรเจกต์ The Midnight Sky เสร็จสมบูรณ์นั้น ไม่ง่ายเลยสำหรับ จอร์จ ที่ควบตำแหน่งทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำ ซึ่งจอร์จเผยว่า ทั้งสองหน้าที่มีความยากง่ายที่ต่างกัน - "ในแง่ของการแสดง ส่วนที่ต้องเล่นในขั้วโลกยากกว่าแน่นอน โดยเฉพาะในแง่ของร่างกาย เพียงแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากเดินกล้อง ตาผมก็เริ่มจะปิด ต้องมีทีมงานพาผมเดินกลับไปยังรถบรรทุกเพื่อเอาไดร์เป่าผม เป่าตรงตาผม เพื่อที่ผมจะได้เปิดตาได้ และกลับไปถ่ายทำต่อ มันเป็นอุปสรรคต่อร่างกายมาก ผมน้ำหนักลดไปกว่า 25 ปอนด์ และนั่นมันยากในส่วนของการแสดง"

       หลังจากบ่นเรื่องความยากในการแสดงท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บแล้ว เขาเผยต่อว่า ในแง่ของการกำกับภาพยนตร์นั้น ฉากในอวกาศเป็นเรื่องที่โหดมากกว่า - "สำหรับการกำกับนั้น ส่วนของอวกาศยากกว่า เพราะเทคโนโลยีที่อัลฟอนโซใช้ก่อนหน้านี้ใน Gravity เทคโนโลยีที่เขาคิดค้นขึ้นมา ตอนนี้มันย้ายไปอยู่ใน VR แล้ว ก่อนหน้านี้ในการกำกับผมเดินเข้าไปในสถานที่แล้วเลือกว่าจะถ่ายมุมไหน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ผมต้องเลือกว่าส่วนไหนจะสร้างโดยใช้วิชวลเอ็ฟเฟ็คแทน ดังนั้นมันจึงยากขึ้นในแง่ของมุมมอง ทุกอย่างมันต้องสร้างขึ้นแบบดิจิตอล เพื่อให้สมจริงที่สุด และตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทุกงานที่เล่าเกี่ยวกับอวกาศถูกถ่ายในแบบ HD หรือ 4K แทบทั้งสิ้น มันคบกริบมาก แต่ผมอยากให้มันดูเป็นศิลปะภาพยนตร์มากกว่า จึงต้องมาทำให้ชัดเจนน้อยลงหลังจากนั้น เพิ่มรอยจุดเข้าไป เพิ่มแสงสะท้อนเข้าไป มันเป็นขั้นตอนที่ยาวนานและซับซ้อนมาก ต้องใช้เวลานานนับเดือนในการเตรียมตัว แต่มันก็สนุกที่ได้ทำ แต่ก็นั่นแหละครับ เป็นส่วนที่ยากจริงๆในการกำกับภาพยนตร์"

       "เอาตามความจริง กำกับภาพยนตร์สนุกกว่า เพราะเราได้ทำหลายอย่าง มันเหมือนกับการวาดภาพ เรารับผิดชอบทั้งเพลงประกอบ ดนตรีประกอบ การตัดต่อ การถ่ายทำ เทคนิคพิเศษ มันเหมือนการวาดภาพ ที่เราดูแลภาพรวมทั้งหมด เมื่อคุณเป็นผู้กำกับ มันก็เหมือนคุณเป็นจิตรกรที่ต้องวาดภาพทั้งหมด" – จอร์จเผยความรู้สึกถึงการทำระหว่างสองหน้าที่ ทั้งกำกับภาพยนตร์และทำการแสดง ซึ่งเขาคิดว่ามันสนุกกันไปคนละแบบ - "การแสดงมันน่าตื่นตา โดยเฉพาะบทที่คุณเอ็นจอย อย่างหนังชุด Ocean's Eleven ผมไม่อยากจะกำกับมัน มันซับซ้อนเกินในฐานะผู้กำกับ มันไม่สนุกเอาเสียเลย แต่ในฐานะนักแสดงมันสนุกมาก ถ้าให้มองในการทำอาชีพ เมื่ออายุแตะเลข 6 มันค่อนข้างยากกว่าในฐานะนักแสดง ดังนั้น ณ ตอนนี้การกำกับจึงสนุกกว่า"

       และเมื่อเทียบบทบาทล่าสุดอย่าง ออกัสตีน นักวิทยาศาสตร์ที่จมอยู่กับตราบาปชีวิต จอร์จ คลูนีย์ เผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาชอบการแสดงบทที่ทำให้แฟนๆจดจำอย่างในซีรีส์ ER และหนังไตรภาค Ocean's Eleven เสียมากกว่า - "ผมชอบที่จะเล่นบทแดนนี่ โอเชี่ยนหรือดั๊กรอสมาก แต่ผมอายุมากขึ้นแล้ว เลยไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าผมสามารถย้อนกลับไปเล่นบทในOut of Sight (ของสตีเว่น โซเดอห์เบิร์ก) ได้ ผมจะเล่นบทนั้นทั้งวันเลยละ แต่ความจริงคือเวลาผ่านไป แล้วเราต่างอายุมากขึ้น ดูอย่างสีผมสิ ตอนนี้ผมขาวแล้ว อย่างในซีรีส์ ER ผมเล่นบทดั๊กรอส ในซีรีส์ผมเป็นนักล่าผู้หญิง ผมเป็นไอ้ขี้เมา เป็นคนที่น่าอนาถมาก แต่ตอนท้ายของทุกตอน ผมได้ช่วยชีวิตเด็กน้อย เพราะคนดูชื่นชอบ ดังนั้นในหนังเรื่องนี้ ผมรู้เลยว่าตัวละครนี้ไม่จำเป็นจะต้องแข็งแรง ตลก หรืออะไร ตราบใดที่ผมยังดูแลเด็กคนนี้อยู่ ตัวละครผมยังไงก็จะอยู่รอด"

       อีกหนึ่งความท้าทายของ The Midnight Sky คือการที่หนังต้องเล่าเหตุการณ์ในอดีตของตัวละคร ออกัสตีน ซึ่งจอร์จเผยว่า เขาเลือกนักแสดงคนอื่นมารับบทนี้ แทนที่จะเป็นเขาแสดงเอง เพราะไม่อยากใช้เทคนิคพิเศษทำให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์ลงในหนัง เพราะเขาคิดว่ามันไม่ค่อยจะเวิร์กนัก เขาจึงเลือก อีธาน เป็ก มารับบทดังกล่าว - "ผมต้องคัดเลือกนักแสดงมารับบทผมตอนอายุยังน้อย ความยากคือทุกคนรู้ว่าผมหน้าตาเป็นอย่างไรตอนที่อายุ 35 ปี ดังนั้น อย่างน้อยก็ต้องหานักแสดงที่ตาสีน้ำตาลแบบเดียวกับผม และตอนนี้เขาเดินเข้ามาเพื่อแคสบทนี้ ทุกคนบอกว่าเขาคือหลานชายของ เกรเกอรี่ เป็ก (นักแสดงระดับตำนาน) ผมบอกโปรดิวเซอร์ทันทีว่าคนนี้แหละ โปรดิวเซอร์รีบสวนกลับเลยว่าเขาสูงนะ เขาเหมือนยักษ์เลย ผมก็บอกเลยว่าคนนี้แหละ ต้องคนนี้เท่านั้น ผมไม่แคร์หรอก ในตอนนี้ถ่ายทำเขาทำได้ดีมาก ตอนที่เขาเดินเข้ามาในกองถ่าย ทุกคนถึงกับหยุดนิ่ง เหล่าสาวๆช่างแต่งหน้าหันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน"

       ดูเหมือนว่า The Midnight Sky จะออกฉายในช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยบังเอิญ ท่ามกลางบรรยากาศที่มนุษย์โลกต้องเผชิญกับความท้าทายในการรับมือกับโรคระบาด ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปมหาศาล หนังที่เล่าถึงวันล่มสลายของโลกก็ออกฉายพอดี จอร์จถูกถามถึงว่า เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาเริ่มกังวลเรื่องความตายมากขึ้นหรือไม่ ยิ่งเขาเองเพิ่งจะมีทายาทด้วย จอร์จเปิดใจว่า - "ผมคิดว่าผมเริ่มค่อนข้างช้ากว่าคนอื่น ผมมีลูกตอนอายุ 53 ปีแล้ว เอาง่ายๆเลย ตอนที่ผมเตรียมผ้าอ้อมให้ลูก ผมเองก็ต้องใช้ผ้าอ้อมแล้ว ดังนั้นผมคิดเรื่องของความตายเพิ่มมากขึ้น อันที่จริงผมอยากอยู่นานมากพอ จนเห็นเขาได้ทำอะไรหลายๆอย่าง แต่มันก็ยากแหละเพราะเราต่างอายุเพิ่มมากขึ้น"

       "ผมเคยคิดนะว่า ถ้าเราถูกรถเมล์ชนตายพรุ่งนี้ เราได้ทำอะไรที่อยากทำทั้งหมดแล้วหรือยัง ผมได้คว้าสิ่งที่อยากได้แล้วหรือยัง ผมได้ยืนหยัดต่อสิ่งที่เชื่อมั่นแล้วหรือยัง ผมได้สู้เพื่อสิ่งที่อยากต่อสู้เพื่อหรือยัง และคำตอบที่ได้ ก็คือเกือบครบแล้วนะ ดังนั้น การกังวลเรื่องการตายสำหรับผมจึงไม่มากนัก อย่างตัวละครออกัสตีน เขาใช้ชีวิตอยู่กับความเสียใจ และการป่วยเป็นมะเร็ง เขาอยากจะไถ่บาปเป็นอย่างมาก นั่นทำให้การตายสำหรับเขาเป็นเรื่องยากมากกว่า" – จอร์จเสริมถึงประเด็นเรื่องความตายกับหนัง The Midnight Sky - "เมื่อคุณต้องเล่นเป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่กับความโศกเศร้า และแสวงหาโอกาสในการไถ่บาป มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายในโลกใบนี้ อย่างประเทศที่ผมอาศัยอยู่ตอนนี้ เต็มไปด้วยเรื่องขายหน้า และอยากจะเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้น ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต่างภาวนาให้โลกนั้นดีกว่านี้"

       The Midnight Sky สามารถรับชมได้ตั้งแต่ 23 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป เฉพาะใน NETFLIX

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM