HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          รอคอยกันมานานถึง ปี ในที่สุดก็ถึงโปรแกรมฉายของ Wonder Woman 1984 หนังภาคต่อของโปรเจกต์เดี่ยวของ Wonder Woman เสียที ซึ่งเดิมทีจะฉายตั้งแต่มิถุนายนที่ผ่านมา แต่เพราะโควิด-19 ทำให้ขยับวันฉายมาหลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดความฝันของแฟนๆจักรวาลดีซีก็ไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว สำหรับภาคนี้เป็นการกลับมาร่วมทีมกันของผู้กำกับ แพตตี้ เจนกิ้นส์ และนางเอก กัล กาด็อต อีกครั้ง โดย 1984 ในชื่อหนังก็หมายถึงปีที่เหตุการณ์ในเรื่องจะเกิดขึ้นนั่นเอง ซึ่งทิ้งช่วงเวลานานกว่า 70 ปีหลังจากภาคแรกที่เล่าเรื่องในปี 1918 ซึ่งเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

          จากสงครามโลกครั้งแรก ขยับมาสู่ช่วงเวลาของสงครามเย็น ในภาคนี้ไดอาน่ายังคงใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวหลังจาก สตีฟ คนรักของเธอสละชีวิตจากไปในตอนจบของภาคแรก โดยไดอาน่าต้องรับมือกับภัยคุกคามโลกครั้งใหม่ ที่เกิดขึ้นจากสองตัวร้ายประจำภาคนี้อย่าง แม็กซ์เวลล์ ลอร์ด นักธุรกิจสุดทะเยอทะยาน ที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นมหาเศรษฐี อยากครอบครองบ่อน้ำมันของทั้งโลก ทำให้เขายอมแลกทุกสิ่ง เช่นเดียวกับ บาร์บาร่า เพื่อนร่วมงานที่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนี่ยนของไดอาน่า ที่เธอเป็นสาวเก็บตัว ไม่ค่อยมีใครคบ และยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ทั้งสวยทั้งแกร่งแบบไดอาน่า นอกจากนี้ความพีคของภาคนี้คือการที่ สตีฟ คนรักเก่าของไดอาน่ากลับมาปรากฏตัว ซึ่งแฟนๆก็ยังงงว่ามาได้อย่างไร คอหนังก็ต้องไปหาคำตอบกันเองในหนัง

          โดยรวมต้องถือว่า Wonder Woman 1984 คือหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มอบความบันเทิงอย่างแท้จริง มีกลิ่นอายคล้ายๆกับหนังSuperman ต้นฉบับ ที่มีทั้งฉากแอ็กชั่นอลังการ มีมุมโรแมนติกที่เข้าถึงอารมณ์ และมีมุมตลกที่สร้างความบันเทิงและสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม หนังมีองค์ประกอบที่สนุกๆมากมาย มาประกอบเข้าด้วยกัน แต่ก็แอบมีกลิ่นอายจากหนังหลายๆแนวผสมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนังรักแบบปาฏิหาริย์ ที่เห็นได้ในหลายๆเรื่อง รวมถึงหนังตลกแบบหลงยุคผิดที่ผิดทางที่เคยปรากฏมากมาย รวมไปถึงหนัง Captain America ก็เคยหยิบความสนุกนี้มาใช้ ในเส้นเรื่องตอนที่กัปตันอเมริกาเพิ่งออกจากการแช่แข็งข้ามเวลามาใหม่ๆ

          สำหรับฉากแอ็กชั่นของ Wonder Woman 1984 อาจจะแปลกว่าหนังแนวเดียวกันทั่วไป ที่เรามักจะเห็นฉากการต่อสู้ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปอลังการขึ้นสุดในตอนจบ (ภาคแรกก็เป็นเช่นนั้นแต่ภาคนี้ขอเปิดด้วยฉากที่อลังการสุดไปเลย อย่างฉากการแข่งขันกีฬาในสมัยที่นางเอกยังเป็นเด็ก ซึ่งสนุกและตื่นตาที่สุดแล้ว แล้วฉากแอ็กชั่นค่อยๆลดระดับความยิ่งใหญ่ลง ไปๆมาๆฉากปิดท้ายกลับอลังการน้อยที่สุดแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกลดลง เพราะในแง่ของพล็อตเรื่อง หนังสามารถเล่าแบบไต่ระดับอารมณ์ได้อย่างดี ค่อยๆบีบอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปพีคสุดตอนท้าย ซึ่งต่อให้สเกลของการต่อสู้จะไม่ใหญ่เท่าตอนนั้น แต่ก็บีบอารมณ์ยิ่งกว่าอีก

          อีกหนึ่งข้อดีของภาคนี้ คือหนังทำให้ผู้ชมยิ่งตกหลุมรัก ไดอาน่ามากขึ้น ผู้ชมจะเห็นในหลายแง่มุมของเธอ ไม่ใช่เป็นคนแข็งแกร่งอย่างเดียว เพียงแค่หนังเปิดมาเห็นอารมณ์เหงาที่เธอคิดถึงสตีฟก็ทำให้เราพร้อมที่จะให้กำลังใจเธอแล้ว แต่ด้วยพล็อตที่ดำเนินไป เราจะได้เห็นมุมความเป็นมนุษย์ของเธอมากขึ้น มีความเป็นคนธรรมดามากขึ้น และยิ่งได้เห็นเคมีระหว่าง กัล กาด็อต และคริส ไพน์ ยิ่งทำให้ผู้ชมโหยหาฉากระหว่างทั้งคู่ขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกัน ตัวร้ายของภาคนี้ ทั้งชีตาห์ และแม็กเวลล์ ลอร์ด ก็เป็นตัวร้ายที่มีความเป็นมนุษย์เช่นกัน จากคนระดับล่างที่ชีวิตขาดหาย เขาเพียงแต่อยากไต่ระดับชีวิตให้ดีขึ้น แต่เลือกทางเดินที่ผิด ทำให้สองตัวละครนี้ เป็นตัวร้ายที่น่าเห็นใจ และคนดูพร้อมเชียร์ให้อภัยอยู่ไม่น้อย

          สรุปแล้ว Wonder Woman 1984 เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่นอกจากจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมอย่างเต็มอิ่มแล้ว ยังมาพร้อมกับพล็อตที่พาเราลงลึกในตัวละครมากยิ่งขึ้นด้วย หนังประสบการณ์ความสำเร็จในการทำให้เรารักไดอาน่ามากขึ้น รู้จักตัวละครนี้มากขึ้น มาพร้อมกับแง่คิดที่น่าสนใจ และสนุกครบรส มีทั้งบู๊ ทั้งตลก ทั้งเศร้า ทั้งอบอุ่น ถือว่าเป็นหนังบล็อคบัสเตอร์ส่งท้ายปีที่เต็มอิิ่มเลยทีเดียว และถ้ามีโอกาสลองหาชมในระบบ IMAX ก็ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับหนังมากขึ้นพอสมควรเลย

(ให้ คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM