HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้มีหนังสงครามเรื่องหนึ่งเข้าฉายในอเมริกา เดิมทีก็ไม่ได้ถูกจับตามองอะไรมากนัก เพราะทั้งฟอร์มของหนัง ชื่อชั้นของผู้กำกับและนักแสดงที่อยู่ในระดับปานกลาง แต่ด้วยกระแสปากต่อปากจากกลุ่มผู้ชม และคะแนนนักวิจารณ์จาก Rotten Tomatoes ที่คะแนนบวกพุ่งสูงไปถึง 92% ทำให้ The Outpost กลายเป็นหนังสงครามที่คอหนังทั้งโลกไม่มองข้ามโดยทันที นี่คือหนังที่สร้างจากเรื่องจริงของ "สมรภูมิคัมเดช" ในปี 2006 เมื่อทหารอเมริกาจำนวน 53 คน ต้องเผชิญกับกองทัพตาลีบัน มากถึง 400 คน ที่บุกเข้ามาตีฐานที่มั่นของฝั่งอเมริกา ในหุบเขาคัมเดชที่อัฟกานิสถาน นอกจากเรื่องของจำนวนนักรบที่น้อยกว่าหลายเท่า ฝั่งของทหารอเมริกายังเป็นรองทั้งในแง่ของสมรภูมิ ที่พวกเขาอยู่ในที่ต่ำ อยู่ในบริเวณหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยที่สูงซึ่งได้เปรียบกว่า นอกจากนี้พวกเขายังขาดการสนับสนุนกำลังทหารจากทางอากาศที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะบินมาถึง นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ได้รับการกล่าวขานว่า โหดและยากลำบากมากที่สุด !

          The Outpost เป็นหนังที่มีองค์ประกอบที่พร้อมใจจะให้ออกมาดีมากมาย และตัวผู้สร้างเองก็สามารถทำออกมาได้ถึงในระดับที่ควรจะเป็น เริ่มจากตัวโครงเรื่องจริงที่หยิบมาเล่า ทั้งในแง่ของจำนวนทหารอเมริกันที่น้อยกว่าฝั่งตรงข้าม และฐานที่มั่นที่ไม่เป็นใจ ช่วยให้ผู้ชมเอาใจช่วยตัวละครนำไปมากโขอยู่แล้ว โดยเฉพาะประเด็นหลังที่เปิดมาฉากแรก หนังฉายให้เราเห็นสภาพหุุบเขา ที่เป็นหลุมลึกลงไป เทือกเขาตระหง่านอยู่รอบด้าน สูงลิบจนแทบจะไม่เห็นท้องฟ้า แค่นี้ก็เพิ่มแรงกดดันให้กับผู้ชมพยายามจะเอาใจช่วยตัวละครอยู่แล้ว ไม่นานหลังจากนั้นสภาพห่ากระสุนที่ตกลงมาก และพร้อมที่จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ ยิ่งสร้างความไม่น่าไว้วางใจและไม่ปลอดภัยได้อย่างดี เป็นการวางโครงไว้แล้วว่า หลังจากนี้กำลังจะมีศึกใหญ่เกิดขึ้นแน่ และข้าศึกพร้อมจะโจมตีเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นเราต้องตั้งใจดูหนังทุกวินาที

          หลังจากนั้นไม่นาน สิ่งที่ทำให้คนดูอึ้งไปกับหนังคือเส้นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ การโจมตีที่จะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทหารอเมริกันที่ไม่รู้เลยว่าตัวละครไหนจะจากไปเมื่อไร ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติอย่างดี ว่าเราคาดเดาไม่ได้เลย แม้เราจะพารู้บทสรุปของหนังอยู่บ้าง เพราะสร้างจากเรื่องจริง แต่รายละเอียดหนังสร้างความเซอร์ไพรส์ได้ตลอด นำไปสู่ช่วงต่อสู้ครั้งใหญ่ในองค์สุดท้ายของหนัง ที่ทั้งเดือด ทั้งสมจริง และชวนลุ้นระทึกมากๆ ช่วงเวลาประมาณ 30 นาที ที่หนังฉายให้เห็นกองทัพตาลีบันบุกถล่มทหารอเมริกา คือช่วงเวลาไฮไลต์จริงๆ แม้จะเต็มไปด้วยความอลหม่าน แต่ผู้สร้างก็ทำได้อย่างถึงอารมณ์ เป็นหนึ่งในช่วงเวลาหนังสงครามที่กดดันที่สุดเลย

          ปัญหาบางอย่างของ The Outpost คือการที่ผู้ชมอาจจะโฟกัสไม่ได้ว่าใครเป็นใครบ้าง เนื่องด้วยฝั่งทหารอเมริกามีมากมายหลายสิบคน หนังเลยพยายามฉายให้เห็นหลักๆพะพคเพียง 3-5 ตัวละคร ส่วนตัวละครอื่นๆนั้น บางทีก็อาจจะมีสับสนว่า ตกลงคนนี้เป็นใคร ใช่คนที่ปรากฏตัวก่อนหน้านี้หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหลักสำหรับการดูหนัง เพราะสุดท้ายหนังก็พยายามจะเล่าภาพรวมเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ที่หนังแอบทำได้ดีมาก คือการชวนให้ทหารจริงๆจากสมรภูมิคัมเดชที่ร่วมแสดงด้วย พอมาเฉลยว่าใครบ้างที่เป็นตัวจริงมาเล่น ก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์ร่วมในการดู The Outpost ไปได้พอสมควร

          โดยรวม The Outpost เป็นหนังสงครามที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง หรือแม้แต่คอหนังแอ็กชั่นก็ไม่ควรพลาด เพราะหนังมาพร้อมกับช่วงไคลแม็กซ์ที่สนุกเข้มข้นและสมจริงอย่างมาก มาพร้อมกับเส้นเรื่องที่ชวนอึ้งอยู่พอสมควร และหนังก็ยังเก่งกาจในการสร้างอารมณ์ร่วม ให้ผู้ชมเอาใจช่วยให้พวกเขารอดจากสมรภูมิอันโหดเหี้ยมนี้ไปให้ได้

(ให้ 8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM