HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ตำนานเก่าแก่ของชาวจีน เล่าถึง “ฉางเอ๋อ” เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ หลังสูญเสียคนรัก เธอจึงดื่มน้ำอมฤต แล้วจากโลกมนุษย์ไปใช้ชีวิตอมตะบนดวงจันทร์อย่างเศร้าสร้อย เพื่อรอคอยให้คนรักกลับคืน กลายเป็นเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมา และเป็นที่มาของ “เทศกาลไหว้พระจันทร์” จวบจนทุกวันนี้

       “เด็กทุกคนที่เติบโตในเมืองจีน โตมาพร้อมกับตำนานของ ฉางเอ๋อ และเชื่อว่าเธออาศัยอยู่บนดวงจันทร์” เพย์ลิน เชา โปรดิวเซอร์หญิงคนเก่ง ที่เคยจับโปรเจกต์หนังแอนิเมชันที่เล่าเรื่องราวในประเทศจีน อย่าง Kung Fu Panda 3 และAbominable กล่าวถึงไอเดียตั้งต้นของ “Over The Moon” ภาพยนตร์มิวสิคัล-แอนิเมชั่นเรื่องแรกของ Netflix ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ วัฒนธรรมอันเก่าแก่ของคนจีน แนวคิดตั้งต้นเริ่มจาก เจเน็ท หยาง โปรดิวเซอร์หญิงที่เคยถ่ายทอดชีวิตของคนจีนในหนังฮอลลีวู้ดมาแล้วอย่าง The Joy Luck Club มาพร้อมกับพล็อตตั้งต้นที่ว่า ถ้าเราจะเล่าเรื่องราวของฉางเอ๋อ ผ่านมุมมองของเด็กรุ่นใหม่จะออกมาเป็นเช่นไร ภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเป็นหนังเรื่องแรกที่ถ่ายทอดภาพของ ฉางเอ๋อ ในแบบที่ชาวจีนและชาวโลกไม่เคยเห็นมาก่อน

       จากไอเดียแรกเริ่ม ผ่านขั้นตอนการสร้าง เป็นเวลาเกือบ 5 ปีเต็ม ในที่สุดแอนิเมชั่นเรื่อง Over The Moon ก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์และพร้อมจะออกสู่สายตาชาวโลกในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ผ่านทาง Netflix หนังเล่าเรื่องราวของ เฟ่ยเฟ่ย เด็กสาววัย 13 ปีที่เติบโตมาในครอบครัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ครอบครัวของเธอผูกพันความเทศกาลไหว้พระจันทร์อย่างมาก และทำขนมไหว้พระจันทร์สูตรพิเศษของคุณแม่ขายในทุกๆปี จนกระทั่งวันหนึ่ง เฟ่ยเฟ่ยต้องสูญเสียคนที่เธอรักที่สุดไป เมื่อคุณแม่ล้มป่วย และจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ชีวิตของเฟ่ยเฟ่ยยิ่งพลิกผันไปกว่าเดิม เมื่อพ่อของเธอกำลังจะแต่งงานใหม่ และเธอกำลังจะมีน้องชายคนใหม่ที่เป็นลูกติดของหญิงที่พ่อเธอรัก ด้วยความเชื่อสุดหัวใจในตำนานของฉางเอ๋อ เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ เฟ่ยเฟ่ยจึงทุ่มเทชีวิตให้กับวิทยาศาสตร์ หวังว่าวันหนึ่งเธอจะสร้างกระสวยอวกาศเดินทางไปยังดวงจันทร์ เพื่อไปเจอกับฉางเอ๋อ ให้เธอช่วยพาคุณแม่ของเธอกลับมาอีกครั้ง

       ไอเดียเรื่องของเด็กสาววัย 13 ปีสร้างกระสวยอวกาศเดินทางไปยังดวงจันทร์ กระแทกใจของ เกล็น คีน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ทันทีที่เขาได้อ่านบทภาพยนตร์ เกล็น คือแอนิเมเตอร์มือทองของฮอลลีวู้ด ที่ฝากผลงานไว้ในหนังแอนิเมชั่นระดับตำนานของดิสนีย์มากมาย ไล่ตั้งแต่ The Little Mermaid, Beauty and the Beast, Aladdin จนกระทั่งมาถึง Tarzan และเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ จากการกำกับหนังแอนิเมชั่นขนาดสั้นเรื่อง Dear Basketball ที่มีนักบาสเก็ตบอลระดับตำนานผู้ล่วงลับอย่าง โคบี้ ไบรอัน ร่วมอำนวยการสร้าง เกล็นเผยกับผู้เขียนจากการให้สัมภาษณ์ผ่าน Zoom แบบข้ามทวีปว่า- “ผมพบว่ามีอะไรหลายๆอย่างใน Dear Basketball ที่คล้ายคลึงกับ Over The Moon”

       เกล็นเปิดใจเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่ โคบี้ ไบรอัน จากพวกเราไป – “เขาส่งผลอย่างมากต่อผมและทีมงานของเรา พวกเรารวมตัวกันวันหลังจากที่โคบี้เสียชีวิต พูดคุยถึงเขา เราต่างร้องไห้ เผชิญความโศกเศร้าไปด้วยกัน” - เกล็นเสริมว่า เขาและโคบี้เป็นเพื่อนสนิทกัน ไอเดียสำคัญที่อยู่ในหัวของโคบี้ ช่างเหมือนกับไอเดียสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง Over The Moon นี้ – “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ย่อมเป็นไปได้ โคบี้เชื่อว่า แม้จะเหลือเวลาเพียงเสี้ยววินาที เขาก็คิดเสมอว่ายังพอมีเวลา ยังมีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะ แล้วเขาก็ทำได้ เขาผลักดันตัวเองจากจิตใต้สำนึกข้างใน” - เกล็นบอกว่าเมื่อตอนที่ได้อ่านสคริปเกี่ยวกัย เฟ่ยเฟ่ย เขาสัมผัสได้ทันทีว่า นี่คือตัวละครแบบเดียวกัน มีความเชื่อแบบเดียวกับ โคบี้ – “เธอกำลังจะสร้างกระสวยอวกาศไปยังดวงจันทร์ เธอกำลังจะไปเจอบุคคลที่ไม่มีใครเชื่อว่ามีจริง และเธอกำลังจะไปที่นั่น ผมรักตัวละครแบบนี้ ตัวละครที่สื่อสารกับเราได้ ผมถึงกับถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงจะกำกับเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเราสัมผัสได้ถึงตัวละครเหล่านี้ และนั่นทำให้ผมตัดสินใจกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้”

       ตัวละครเฟ่ยเฟ่ย ใน Over The Moon สร้างกระสวยเพื่อเดินทางไปยังดวงจันทร์ ด้วยความหวังว่าเธอจะได้เจอกับเทพธิดาฉางเอ๋อ และหวังต่อว่า ฉางเอ๋อจะช่วยให้แม่ของเธอกลับมา แต่กลับกลายเป็นว่า ฉางเอ๋อ กลับไม่ใช่เทพธิดาในแบบที่พวกเราวาดฝันเอาไว้ อย่างที่โปรดิวเซอร์ของหนังได้บอก ว่าหนังจะถ่ายทอดเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน นำไปสู่การผจญภัยที่เหนือจินตนาการ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการพบเจอกันของสองตัวละครที่ต่างสูญเสียคนรัก เฟ่ยเฟ่ยที่เดินทางมายังดวงจันทร์หลังสูญเสียคุณแม่ของเธอ เช่นเดียวกับฉางเอ๋อที่สูญเสียคนรักของเธอไป และต่างฝ่ายต่างหวังว่าวันหนึ่ง พวกเธอจะได้รับความรักแบบที่เคยเป็นอีกครั้ง

       เกล็นบอกกับพวกเราขณะให้สัมภาษณ์ว่า – “ผมว่านี่อาจเป็นประเด็นที่โดยปกติแล้ว หนังแอนิเมชั่นมักเลือกที่จะไม่เล่า เรื่องของการรอคอยคนที่เรารักจากการสูญเสีย เพราะมันค่อนข้างที่จะลึกซึ้ง เป็นเรื่องราวที่เจ็บปวด จริงจัง และหนักหน่วง แต่ ออเดรย์ เวลล์ (ผู้เขียน) ตั้งใจเขียนเรื่องนี้อย่างมาก เพื่อลูกสาวของเธอ” - ออเดรย์ เวลล์ คือนักเขียนบทหญิงมือทอง จาก The Hate U Give ที่จากโลกใบนี้ไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง เธอทิ้งผลงานชิ้นสุดท้ายนี้ไว้ในมือของ เกล็น คีน เพื่อให้เขาสานต่อจากตัวอักษร ให้ออกมาเป็นงานภาพที่สมบูรณ์ที่สุด เกล็น เผยต่อว่า – “เหมือนเธอพยายามจะหาวิธีสื่อสารกับลูกสาว หลังจากที่เธอจากไปแล้ว เธอรู้ดีว่า เธอคงจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว หลังจากที่หนังเรื่องนี้เสร็จสมบูรณ์ แต่ลูกสาวของเธอจำเป็นที่จะต้องได้ยินสิ่งนี้ ซึ่งทั้งเด็กและผู้ใหญ่เกือบทุกคน จำเป็นที่จะต้องเผชิญกับความเศร้านี้ ความเศร้าจากการสูญเสีย เราต่างต้องผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้”

       Over The Moon มีทีมนักแสดงฝีมือเยี่ยมมาลงเสียงให้กับหนังมากมาย ทั้ง แซนดร้า โอ นักแสดงหญิงที่คอซีรีส์คุ้นเคยจากบท ดร.หยางใน Grey's Anatomy, จอน ชู นักแสดงชายฝีมือเยี่ยมที่เคยฝากบทบาทคุณพ่อที่ลูกสาวหายตัวไปใน Searching และ เคน จอง นักแสดงตลกที่คุ้นหน้าคุ้นตากันจาก The Hangover และ Crazy Rich Asians แต่สำหรับสองบทบาทหลักศูนย์กลางของเรื่องนั้น เกล็น คีน เลือกให้ ฟิลิปปา ซู นักแสดงนักร้องฝีมือเยี่ยมจากละครบรอดเวย์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุคอย่าง Hamilton มารับบทเป็น เทพธิดาฉางเอ๋อ และเลือกให้นักแสดงหญิงหน้าใหม่แต่ฝีมือไม่ธรรมดาอย่าง แคธี่ อัง มาให้เสียงเป็นเฟ่ยเฟ่ย

       แคธี่บอกกับเราว่า ตัวละครเฟ่ยเฟ่ยและเธอ แทบจะเป็นคนๆเดียวกัน - “มันแปลกอยู่เหมือนกันตอนที่ได้ดูหนังฉบับเต็ม เพราะเหมือนฉันกำลังดูตัวเองอยู่ แต่กลายเป็นตัวการ์ตูนไปแล้ว ฉันลองซ้อมบทนี้กับหลายๆน้ำเสียงดู แต่พอไปถึงสตูดิโอ เกล็น คีน ผู้กำกับบอกทันทีว่า ลืมมันไปซะ เป็นตัวของตัวเองเลย”

       เธอบอกต่อว่า ตัวเธอเองสามารถเชื่อมโยงกับตัวละครเฟ่ยเฟ่ยได้ค่อนข้างง่ายมาก เพราะทั้งเธอและเฟ่ยเฟ่ยต่างตกหลุมรักในวิทยาศาสตร์ เธอดื้อรั้นในบางครั้ง และเธอได้รับแรงผลักดันอย่างมาก จากความรักที่เธอมีให้ครอบครัว ระหว่างสัมภาษณ์ แคธี่แอบที่จะเก็บความปลื้มใจที่ได้รับบทนี้ไว้แทบจะไม่อยู่ – “ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้แสดงในบทนี้ ซึ่งเบื้องหลังตัวละครนี้ ก็สัญชาติจีน มีวัฒนธรรมที่เหมือนกับฉัน ฉันไม่เคยได้มีโอกาสเล่าถึงวัฒนธรรมของคนจีนผ่านผลงานชิ้นก่อนหน้าเลย ดังนั้น ในทุกทางฉันเลยรู้สึกว่าเราเหมือนกัน และเป็นพรจากฟ้าที่ฉันได้คว้าบทนี้มาครอง ฉันรักตัวละครนี้มาก และหวังว่าทุกคนที่ได้ดูหนังจะตกหลุมรักเธอเช่นกัน”

       สำหรับจุดเริ่มต้นของ ฟิลิปปา อัง นักแสดงผู้ให้เสียง ฉางเอ๋อ และภาพยนตร์เรื่อง Over The Moon นั้น เธอบอกกับพวกเราว่า ตัวเธอได้มีโอกาสเจอกับทีมงานและได้ลองอัดบางเพลงสำหรับหนังเรื่องนี้ดู และนั่นคือจุดเริ่มต้น ฟิลิปปาเผยถึงสิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของงานชิ้นนี้ว่า – “สำหรับฉันในโปรเจกต์นี้ ส่วนสิ่งที่ดึงดูดฉันมากที่สุดให้อยากมีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการที่หนังเล่าถึงเด็กสาวชาวจีน ฉันเป็นลูกครึ่งเชื้อชาติจีน แต่ไม่เคยรับบทหรือแสดงผลงานเป็นคนจีนมาก่อน เลยค่อนข้างตื่นเต้นมากสำหรับบทนี้ รวมถึงตัวพล็อตได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานเกี่ยวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งฉันเองคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก และโอกาสที่ได้แสดงเป็นเทพธิดาฉางเอ๋อ ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีการถ่ายทอดที่ใดมาก่อน ช่างเป็นโอกาสที่ดีและท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นบนดวงจันทร์ ทีมงานเลยสามารถสร้างสรรค์อะไรก็ได้ แถมยังเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น มันเลยยิ่งสามารถจินตนาการได้แบบไร้ขีดจำกัด”

       ฟิลิปปาเผยต่อว่า ตัวเธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เล่นบทที่คนคุ้นเคยกันดีในรูปแบบที่แตกต่าง สำหรับฉางเอ๋อ เธอคือเทพธิดาของชาวเอเชีย พวกเราทราบกันดีว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะต้องไปอยู่บนดวงจันทร์ แต่ไม่มีใครเคยรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ฟิลิปปาเล่าถึงสิ่งที่เธอตกหลุมรักในหนังเรื่องนี้มากที่สุดว่า – “เมื่อเฟ่ยเฟ่ยได้สร้างกระสวยอวกาศเพื่อไปเจอเธอบนดวงจันทร์ และชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะเด็กสาวคนนี้ ดังนั้น สิ่งที่ฉันรักมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือการที่ได้เห็นผู้หญิงสองคน ที่รู้สึกเหมือนจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่แท้จริงแล้วพวกเธอเหมือนกันกว่าที่คิด และได้เรียนรู้ชีวิตจากกันและกัน เรียนรู้ที่จะเยียวยาจิตใจ และเปิดใจรับคนใหม่ๆเข้ามาในชีวิต เรียนรู้ที่จะพบรักในที่ใหม่ๆ มันช่างเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ในระยะเวลาที่จำกัด”

       แคธี่เสริมว่า ทั้งสองตัวละคร เฟ่ยเฟ่ย และฉางเอ๋อ ต่างเผชิญกับความทุกข์จากการจากลาที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับทุกคนในโลกที่ต้องพบเจอและจากลาคนที่เรารัก ขั้นตอนในการก้าวผ่านความเศร้าหมองของแต่ละคนก็แตกต่างกัน มันจึงเหมือนกับพรวิเศษที่เราได้เห็นสองตัวละครนี้ ก้าวข้ามความเศร้าของพวกเธอ เมื่อทั้งสองได้มาเจอกัน ได้พูดคุย และเรียนรู้ว่า การเปิดใจ การเยียวยาซึ่งกันและกัน เป็นหนทางที่ทั้งคู่จะได้พบเจอกับความสุขอีกครั้ง ตัวละครเฟ่ยเฟ่ย สร้างกระสวยอวกาศเพื่อไปดวงจันทร์ นอกจากจะไปเจอฉางเอ๋อแล้ว ในอีกมุมหนึ่งเธอก็หวังว่าจะได้เจอแม่อีกครั้ง แรงขับเคลื่อนของเธอนอกจากในแง่ของวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเป็นในแง่ของความเชื่อด้วย เธอเชื่อว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นเป็นไปได้ และเมื่อเธอเดินทางไปไกลถึงดวงจันทร์ เธอจึงได้เรียนรู้ว่าควรปล่อยวาง เธอเดินทางไปไกล เพื่อค้นพบว่าแท้จริงแล้วทุกอย่างอยู่ในใจของเธอนั่นเอง

       ในประเด็นเรื่องของการเยียวยาจิตใจของตัวละคร โดยเฉพาะเฟ่ยเฟ่ย เกล็น คีน ผู้กำกับของเรื่องนี้ แอบบอกมุมบางอย่างให้ผู้ชมได้ไปสังเกตุกันต่อในหนังว่า – “ในหนังใช้ทรงผมของเฟยเฟย ในการสื่อสารถึงความเศร้าหมอง ความวุ่นวายในจิตใจ และการสูญเสียในชีวิตของเธอ ในตอนท้าย พวกเราถกเถียงกันว่า ควรจะให้ทรงผมของเฟยเฟย กลับไปยาวสวยงามเหมือนตอนต้นเรื่องหรือไม่ เพราะเธอได้รับการเยียวยาจิตใจแล้ว ผมยืนยันว่า ไม่นะ ผมของเธอต้องสั้นและยุ่งเหยิงแบบนี้ต่อไป เพราะความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญ กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเราไปแล้ว การก้าวผ่านความเจ็บปวดและเศร้าหมองให้ได้ คือ ประเด็นหลักที่เราต้องการจะสื่อในหนังเรื่องนี้”

       สำหรับการตัดสินใจเลือก แคธี่และฟิลิปปา มาถ่ายทอดบทบาทของ เด็กสาวที่ฝันไกลจะไปดวงจันทร์ กับ เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ที่รอคอยคนรักกลับมา เกล็น บอกกับเราว่า เคธี่ และฟิลลิปปา มีหลายอย่างที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ทั้งคู่มีพลังของความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ส่องแสงออกมา – “ตอนที่ผมอัดเสียงนั้น พวกเธออยู่ในอีกห้องหนึ่ง มีกระจกบานใหญ่กั้นระหว่างทั้งสองห้อง พวกเธอไม่ได้ยินเสียงผม แต่พวกผมได้ยินเสียงพวกเธออย่างชัดเจน ตอนที่อัดเสียงมีคนในทีมผม หัวเราะหนักมาก เสียงดังจนกระทั่งทะลุกระจกไป จนพวกเธอได้ยินเสียงหัวเราะนั้น ฟิลลิปปา ที่มีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์สูงมาก เลยบอกขึ้นมาทันทีว่า ขอฉันทำแบบเมื่อสักครู่อีกรอบ เธอพยายามจะทำให้เขาหัวเราะดังหนักขึ้นกว่าเดิมอีก ทั้งเคธี่ และฟิลลิปปา เป็นศิลปินอย่างแท้จริง”

       นอกจากพลังของความเป็นคนบันเทิงที่เต็มเปี่ยมในตัวของพวกเธอแล้ว เกล็น ยังย้ำชัดว่า ทั้งสองมีอะไรที่ใกล้เคียงกับตัวละครที่พวกเธอสวมบทบาทมากๆ – “ความพิเศษคือ ฟิลลิปปา เธอมีอะไรที่คล้ายกับตัวละครฉางเอ๋อ แถมภายนอกยังคล้ายคลึงกัน ตอนที่ผมเจอเธอครั้งแรก ผมรู้เลยว่าเธอคือเทพธิดา เธอเป็นคนรุ่นใหม่ แต่มีจิตวิญญาณของคนรุ่นเก่าด้วย ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราพยายามจะทำนำเสนอในตัวละครนี้ เรายืมเอาตำนานของคนจีนมาเล่า แต่ในขณะเดียวกันก็นำเสนอในรูปแบบใหม่ ฉางเอ๋อเป็นตัวละครที่ต้องเผชิญกับความโศกเศร้า ต้องเรียนรู้ที่จะรัก และนั่นคือสิ่งที่ ฟิลิปปามี ไม่ใช่แค่ศิลปินที่สามารถร้องเพลงและสร้างความสุขให้กับผู้ชมได้ แต่ยังมีความอ่อนไหวอีกด้วย แคธี่เองก็มีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกัน ถ้าคุณได้เจอกับเธอ คุณจะตกหลุมรักเธอทันที เธอมีแววตาแห่งความมีชีวิตชีวา สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์ของผมคือ ความจริงใจ แคธี่เต็มไปด้วยความจริงใจ เธอเชื่อว่าทุกอย่างที่เป็นไปไม่ได้นั้นเป็นไปได้ คุณจะสัมผัสได้จากน้ำเสียงของเธอ จากการแสดงของเธอ เธอเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับบทนี้”

       ความน่าตื่นเต้นสำหรับโปรเจกต์ Over The Moon สำหรับตัว เกล็น คีน เองนั้น นี่คือผลงานหนังแอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกที่เขานั่งแท่นเป็นผู้กำกับ เกล็นบอกกับเราว่า – “ผมไม่เคยกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวมาก่อน นี่คือผลงานเรื่องแรกของผมในฐานะผู้กำกับ ในขณะอายุ 66 ปี (ขำ) ผมชอบสิ่งที่ปิกัสโซ่เคยกล่าวไว้ ผมอยากทำอะไรที่ผมทำไม่ได้ เพื่อที่ผมจะได้เรียนรู้เพื่อให้ทำได้ ผมว่าเราควรจะออกจาก Comfort Zone อยู่บ่อยๆ เพื่อให้เรามีพลังในการทำอะไรใหม่ๆ” - เกล็นบอกว่าเขาได้เรียนรู้งานจากคนที่ได้กำกับ Pinocchio, Bambi เพื่อมาทำงานใน The Little Mermaid และ Beauty and the Beast แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ตอนที่เขาวาดตัวละครแอเรียล (ใน The Little Mermaid) แล้วผู้กำกับนั่งอยู่ข้างๆ เขาเป็นคนที่รู้ดีว่า แอนิเมชั่นเรื่องนี้จะเล่าเรื่องไปในทิศทางใด ตัวเกล็นไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เขาแค่กังวลเรื่องผิวของนางเงือกเท่านั้น แต่สำหรับเรื่องนี้ เกล็นต้องกลายเป็นคนที่คอยบอกทุกฝ่ายว่า เรากำลังจะไปในทิศทางไหน

       “ความงดงามของหนังเรื่องนี้ เริ่มต้นจากบทภาพยนตร์ที่ถูกเขียนอย่างประณีต ออเดรย์ได้วาดเส้นทางสำหรับเรื่องนี้ไว้ให้พวกเรา ไม่ใช่หนังทุกเรื่องที่จะมีทิศทาง หรือแนวหน้าที่ชัดเจนขนาดนี้ หลายครั้งที่การตีความบทภาพยนตร์ ให้กลายเป็นงานภาพ เกิดความสับสน ฉากนี้จะออกมาในแบบไหน แต่สำหรับเรื่องนี้มันชัดเจนมาก ความตั้งใจของบทของออเดรย์ คือพยายามจะเยียวยาจิตใจ ดังนั้นเธอเป็นเหมืิอนคนชี้ทางให้กับผมตลอดการสร้างหนังเรื่องนี้”

       “Over The Moon เนรมิตฝันสู่จันทรา” สามารถรับชมได้แล้วใน NETFLIX

 

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM