HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          กลายเป็นหนังที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสิ้นปีนี้ สำหรับ The Trial of the Chicago 7 ผลงานการกำกับชิ้นล่าสุดของ แอรอน ซอร์กิ้น นักเขียนบทมือทองเจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Social Network ที่หยิบเอาเรื่องราวจริงของการไต่สวนคดี ผู้นำม็อบ 7 คน ที่สื่อเรียกกันว่า ชิคาโก้ 7 มาสร้างเป็นหนัง เหตุที่หนังถูกจับตามองอย่างมาก มาจากหลายปัจจัยทั้งเครดิตผู้กำกับ ทีมนักแสดงชุดใหญ่ ไล่ตั้งแต่ เอ็ดดี้ เรดเมย์น, โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต, มาร์ก ไรแลนซ์, ซาช่า บารอน โคเฮน รวมไปถึง ไมเคิล คีตัน ซึ่งเดิมทีหลังถูกค่ายพาราเมาท์วางโปรแกรมฉายโรงไว้เดือนนี้ แต่เพราะโควิด-19 ทำให้หนังถูกส่งต่อให้กับ Netflix เพื่อปล่อยฉายให้ทันเวลาก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในสหรัฐฯจะมาถึง เพราะประเด็นหลักของหนังกล่าวถึงการใช้อำนาจรัฐปิดปากประชาชน ซึ่งน่าจะส่งผลต่อการเลือกตั้งพอสมควร

          หนังเปิดเรื่องด้วยการแนะนำให้เรารู้จักสมาชิกของ ชิคาโก้ 7 ที่แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้นำนักศึกษา, กลุ่มฮิปปี้ รวมไปถึงตัวแทนประชาชน ที่นำมวลชนเดินทางมายังชิคาโก้ ในปี 1968 ซึ่งกำลังจะมีการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครต เพื่อที่จะเรียกร้องให้รัฐบาล ยุติสงครามเวียดนาม เลิกส่งประชาชนไปตายในต่างแดนเสียที ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย เพราะเกิดเหตุจราจร และมีความรุนแรงเกิดขึ้น หนังตัดสลับช่วงเวลาในการไต่สวนในศาล กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น พวกเขาทั้ง 7 คน ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาฟ้องดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรง ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันว่าความรุนแรงเริ่มต้นจากฝั่งตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ

          ถ้าใครได้ติดตามผลงานหนังที่เขียนบทโดย แอรอน ซอร์กิ้น ทั้ง The Social Network, Moneyball และ Steve Jobs จะทราบกันดีว่า หนังของเขาเน้นการคุย แต่เป็นการคุยที่โคตรสนุก แพรวพราว เต็มไปด้วยสีสัน และโทนอารมณ์ที่หลากหลาย เช่นเดียวกับผลงานชิ้นนี้ ที่กว่า 60% ของเรื่องราวเกิดขึ้นในศาล เส้นเรื่องถูกเล่าผ่านการไต่สวนของศาล และตัดภาพย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผู้ชมอาจจะต้องใช้เวลาในการตั้งต้นเล็กน้อย เนื่องด้วยตัวละครที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่เมื่อคุณเริ่มทำความรู้จักตัวละครแล้ว รู้แล้วว่าใครนึกคิดแบบไหน อุดมการณ์เป็นเช่นไร เมื่อเครื่องติด ต่อให้คุยเยอะขนาดไหน มันยิ่งสนุก ยิ่งบีบคั้น แอรอนพาผู้ชมไต่อารมณ์ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดไคลแม็กซ์ในตอนท้าย ทั้งเหตุการณ์ในชั้นศาลและเหตุการณ์จริง ที่ถูกร้อยเรียงออกมาอย่างสมบูรณ์

          เมื่อดูจบ เรากลับพบว่าเหตุการณ์ใน The Trial of the Chicago 7 เมื่อ 52 ปีที่แล้ว แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากปัจจุบันเลย เมืิ่อเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ สังคมถูกพัฒนาไปในแง่ของเทคโนโลยี และการศึกษา แต่รัฐยังคงใช้อำนาจแทรกแซง และกดขี่ผู้ที่เห็นต่างเสมอมา แม้แต่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากๆ อย่างสหรัฐอเมริกา ยังเกิดเหตุการณ์ที่น่าเวทนาได้ถึงขนาดนี้ แน่นอนว่า จุดที่โดดเด่นที่สุดของหนัง คงหนีไม่พ้น บทภาพยนตร์ ของ แอรอน ซอร์กิ้น ที่ทั้งดุเดือดแบบถึงพริกถึงขิง แต่ในขณะเดียวกัน ก็สามารถถ่ายทอดประเด็นที่ต้องการสื่อได้อย่างครบถ้วน สร้างอารมณ์กดดันได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อประชาชนอยากพูดความคิดเพื่อสังคมที่ดีกว่า แต่กลับถูกอำนาจรัฐปิดปาก และดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

          อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยมของ The Trial of the Chicago 7 คือทีมนักแสดง ที่กล้าพูดได้เลยว่า แสดงได้ดีแบบยกทีม รางวัลที่น่าจะได้แน่ๆคือ Screen Actor Guild Awards ในสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม ณ ตอนนี้แทบจะไม่เห็นเรื่องไหนคู่ควรเท่า โดยสองคนที่ผู้เขียนประทับใจที่สุดคือ มาร์ค ไรแลนซ์ (ที่ชนะออสการ์จาก Bridge of Spies) ในบทของทนายความที่ว่าความให้กับจำเลย เล่นได้ดีเป็นธรรมชาติมาก ส่วนที่เซอร์ไพรส์คือ ซาช่า บารอน โคเฮน ที่โดยปกติเรามักเห็นเขาในบทตลกโปกฮา นานๆจะเห็นแสดงในหนังรางวัล เรื่องนี้คาแรคเตอร์คือใช่แบบเขาเลย ในมุมกวนประสาทก็เป็นเขานี่แหละ แต่โหมดจริงจัง ทำเราอึ้ง และน่าเชื่อถืออย่างมาก (เขาเองเคยเล่นหนังรางวัลอย่าง Les Miserables มาแล้ว)

          สรุปแล้ว The Trial of the Chicago 7 คือหนังที่มีคุณค่าในตัวอย่างครบด้าน ในแง่ของภาพยนตร์ นี่คือหนังคุณภาพที่มีองค์ประกอบชั้นเยี่ยมครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทภาพยนตร์และการแสดงของทีมนักแสดงนำ ในแง่ของสังคม สามารถถ่ายทอดประเด็นที่นำไปสู่การคิด การขับเคลื่อน เพื่อให้ประเทศไปในจุดที่ดียิ่งกว่า ไม่ใช่เฉพาะในสหรัฐอเมริกาฯ แต่แนวความคิดที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอด ก็ไม่ได้ต่างหรือห่างไกลจากประเทศไทยเลย ถ้าจะมีหนังซักเรื่องที่เหมาะกับการชมในสถานการณ์ของประเทศเช่นทุกวันนี้ เรื่องนี้เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง | สามารถชมได้แล้วใน Netflix

(ให้ 9.5 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM