HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          ถือเป็นหนังเกาหลีที่คอหนังในไทยรอคอยอย่างมาก เพราะมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพล็อตที่เกี่ยวข้องกับการหนีตายจากซอมบี้ ที่มาในช่วงเวลากระแส K-Zombie หรือหนังผีดิบสไตล์เกาหลียังคงมาแรงและได้รับความนิยม หลังความสำเร็จของ Train To Busan เฉพาะในปีนี้ ผลงานซอมบี้เกาหลีที่เพิ่งผ่านตาผู้ชมไป มีทั้งซีรีส์ Kingdom Season 2 หนังภาคต่ออย่าง Peninsula จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี้ อีกหนึ่งปัจจัยคือการที่หนังได้ 2 นักแสดงขวัญใจคอเกาหลี อย่าง ยูอาอิน จาก Burning และ พัคชินฮเย จากซีรีส์ The Heirs มารับบทนำ รวมถึงกระแสความสำเร็จในบ้านเกิด ที่หนังครองอันดับ 1 ของ Korea Box Office ได้นานถึง 3 สัปดาห์ จนแฟนๆต่างรอคอยว่าเมื่อไหร่จะได้ดูในไทย จน Netflix ออกมาเผยว่าได้คว้าสิทธิ์มาเป็นที่เรียบร้อย และล่าสุดได้ปล่อยให้คอหนังทั่วโลกได้รับชมกันแล้ว

          #Alive เปิดเรื่องราวด้วย จุนวู (รับบทโดย ยูอาอิน) ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่บนอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดเหตุเชื้อไวรัสลึกลับระบาด ทำให้เขาต้องขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่สามารถออกไปยังโลกภายนอกได้ เพราะเต็มไปด้วยซอมบี้ที่รายล้อม ปัญหาหลักสำหรับเขา คืออาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด ถ้าต้องหลบอยู่แต่ในห้องไปเรื่อยๆของกินจะไม่พอ นอกจากนี้สัญญาโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต ก็กำลังค่อยๆจางหายไป ทำให้การติดต่อกับโลกภายนอก การขอความช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก เขาเริ่มรู้สึกว่าเขาอยู่ในตึกแห่งนี้เพียงลำพัง ท่ามกลางกองทัพผีดิบที่ไม่หายไปไหน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ติดต่อกับ คิมยูบิน (รับบทโดย พัคชินฮเย) หญิงสาวผู้รอดตายที่อาศัยอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม ความหวังของเขาจึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งคู่จึงต้องร่วมมือกันทุกทางเพื่อเอาชีวิตรอดจากวิกฤตซอมบี้ครั้งนี้

          ท่ามกลางหนังซอมบี้จำนวนมากที่ออกฉายในระยะหลัง โดยเฉพาะของเกาหลีเอง #Alive สามารถหาความแตกต่างให้กับตัวเองได้ ด้วยการเป็นหนังซอมบี้ที่มีความเป็นเมืองใหญ่ค่อนข้างสูง ที่ถูกสะท้อนออกมาทั้งในแง่ของสถานที่และไลฟ์สไตล์ของตัวละคร ต่างจากหนังซอมบี้หลายๆเรื่อง ที่สเกลของเหตุการณ์มักเล่าในมุมกว้าง ตัวละครไปยังสถานที่หลากหลายเพื่อหนีซอมบี้ แต่สำหรับ #Alive ถูกจำกัดในที่แคบ ทำให้มีความแตกต่าง และใช้ประโยชน์จากสถานที่ที่จำกัดได้อย่างเต็มที่ และเล่าในแง่ของความอึดอัดของตัวละครได้อย่างดี อีกองค์ประกอบที่แตกต่างคือการที่หนังหยิบเอาเรื่องของ เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทั้งการติดต่อโลกภายนอกผ่านอินเตอร์เน็ต การใช้โดรนของตัวละคร ทำให้ #Alive ดูเป็นหนังซอมบี้ที่เข้ากับยุคสมัย สมกับที่เป็นหนังปี 2020

          ภาพรวมหนังเล่าเรื่องค่อนข้างสนุกมาก หนังไม่สะเปะสะปะในเส้นเรื่องเลย เพราะโฟกัสแค่ตัวละครไม่กี่ตัวและสถานที่จำกัด โครงสร้างในช่วงครึ่งแรกของหนังคล้ายหนังซอมบี้ ผสมกับหนังประเภทติดเกาะร้าง เพราะตัวละครไม่สามารถหนีไปไหนได้ ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในพื้นที่จำกัด แต่เปลี่ยนการติดเกาะนี้ เป็นติดอยู่แต่ในห้องอพาร์ทเมนต์ และเปลี่ยนจากน้ำทะเลที่ล้อมรอบ กลายเป็นเหล่าซอมบี้จำนวนมหาศาลแทน ฉากหนีซอมบี้และปะทะซอมบี้ส่วนใหญ่ ทำออกมาได้ค่อนข้างดี หนังให้ความสำคัญกับการดีไซน์ผีดิบอยู่ไม่น้อย ทั้งการแต่งหน้าผีที่รู้สึกได้เลยว่าหลายตัวน่ากลัวและมีความแตกต่าง รวมถึงการโจมตีในแต่ละฉาก ชวนสะพรึงและบีบอารมณ์แบบสุดๆ

          นอกจากที่ #Alive จะทำได้ดีในแง่ของความสนุกในเส้นเรื่องและฉากแอ็กชั่นแล้ว หนังยังสะท้อนสังคมได้อย่างน่าสนใจ เช่นเดียวกับหนังซอมบี้หลายๆเรื่อง ที่มักมีประเด็นสังคมสอดแทรกอยู่ ในเรื่องนี้เล่นกับความเป็นคนเมือง การอาศัยอยู่โดดเดี่ยว เมื่อตัวละครถูกสังคมบีบให้ไม่มีทางออก หนังสะท้อนให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมสามารถบีบให้มนุษย์ทำอะไรได้บ้าง แถมยังเสียดสีระบบทุนนิยม จิกกัดสื่ออยู่เบาๆ รวมถึงประเด็นด้านการใช้เทคโนโลยี ที่ฉายให้เห็นว่า เทคโนโลยีก็มีประโยชน์ในแบบของมัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มนุษย์ต้องกลับมาเอาตัวรอดด้วยวิธีแบบธรรมชาติ มันจะเป็นเช่นไร

          แทบจะกล่าวได้เลยว่า #Alive คือหนังของ ยูอาอิน เขาแบกหนังเรื่องนี้ไว้ทั้งเรื่อง เพราะแทบทุกฉากคือการปรากฏตัวของเขา ตัวละครนี้ดูจะซื่อๆบื้อๆ แต่ก็ยังเอาใจช่วย ดูเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้เก่งกาจเกิน มีความเป็นมนุษย์ในหลายแง่มุม ส่วนพัคชินฮเย มีจะไม่ได้ปรากฏตัวบนจอมากเท่า แต่เมื่อเธอเริ่มมีบทบาทในหนัง ก็ขโมยซีนพอสมควร ด้วยความเท่ห์ของตัวละคร ที่โดยปกติแล้ว ไม่ค่อยเจอจากตัวละครที่เธอแสดงในซีรีส์ แต่สิ่งที่เซอร์ไพรสมากๆ คือเคมีระหว่างทั้งคู่ แม้ว่าตัวละครทั้งสองจะอยู่ห่างกัน เพราะอยู่อพาร์ทเมนต์ฝั่งตรงข้าม สื่อสารกันอย่างไกล แต่ความเข้ากันของสองนักแสดงกลับมาเต็ม เป็นการพิสูจน์ให้เป็นว่า แม้สองตัวละครจะไม่ได้อยู่ใกล้กัน แต่ก็สื่ออารมณ์ถึงได้ดี

          สรุปแล้ว #Alive เป็นหนังซอมบี้สัญชาติเกาหลีที่น่าสนใจมากทีเดียว ทั้งในแง่ข้อจำกัดของ สถานที่ และตัวละคร หนังหยิบข้อแม้นี้ มาต่อยอดสร้างถานการณ์ได้อย่างตื่นเต้น บีบอารมณ์ ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งประเด็นสังคม เป็นหนังแอ็กชั่นระทึกขวัญที่ทั้งดูสนุก และสอดแทรกประเด็นสังคมอย่างน่าสนใจ

(ให้ 8.5 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM