HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          สิ้นสุดการรอคอยเสียทีสำหรับ Mulan ฉบับ Live-Action ที่ถูกเลื่อนโปรแกรมมากว่าครึ่งปีเพราะโควิด-19 ทั้งๆที่อีกเพียบ 10 วันจะเข้าฉายแล้ว หนังถึงขั้นเปิดรอบปฐมทัศน์ นักแสดงมาเดินพรมแดงกันไปแล้วด้วย เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นโรงหนังส่วนใหญ่ในโลกก็ต้องปิด จนกระทั่ง Mulan ถูกขยับมาเข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้ โดยในอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และบางประเทศในยุโรป ต้องดูกันใน Disney+ แต่สำหรับแถบเอเชีย รวมถึงไทย โชคดีกว่ามาก เพราะหนังได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งหลังจากดูแล้ว การันตีได้ว่า Mulan ฉบับนี้มีความยิ่งใหญ่อลังการ เหมาะกับการดูในจอที่ใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

          จากตำนานที่เล่าขานมาอย่างยาวนาน กลายเป็นแอนิเมชั่นที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเมื่อปี 1998 นำมาสู่ฉบับคนแสดงล่าสุด ที่ลือกันว่าดิสนีย์ทุ่มทุนไปมากถึง 300 ล้านเหรียญฯ สูงสุดตลอดกาลสำหรับหนังดิสนีย์ (แต่ภายหลังออกมาแก้ข่าวว่าทุ่มงบไป 200 ล้านเท่านั้น ซึ่งก็ยังมหาศาลอยู่ดี) พร้อมปรับโทนให้เป็นหนังแอ็กชั่นสงครามที่จริงจัง ตัดความแฟนตาซี เพลงและตลกเบาสมองออกไป เล่าถึงฮัวมู่หลาน ลูกสาวคนโตของบ้านตระกูลฮัวที่ต้องปลอมเป็นชายเพื่อไปออกรบแทนพ่อ หลังจากแผ่นดินจีน โดนข้าศึกบุกมาทางตอนเหนือ องค์จักรพรรดิจึงต้องรวมไพร่พลไปต่อสู้ แต่สำหรับบ้านตระกูลฮัว เหลือผู้ชายคนเดียว คือพ่อที่อายุมากแล้ว มู่หลานจึงปลอมตัวไปสู้รบอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อให้พ่อของเธอปลอดภัย

          ตามที่คาดหวังไว้ Mulan ฉบับนี้มีความเป็นหนังเอพิกสูงมาก ลำดับแรกด้วยตัวพล็อตที่เอื้อให้เล่าเรื่องราวสุดหึกเหิม ความเป็นวีรสตรีของมู่หลาน จากหญิงผู้น้อยที่ถูกคนในหมู่บ้านดูถูก ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสีย กลายเป็นนักรบสุดแกร่งกล้าที่ปกป้ององค์จักรพรรดิ ตัวพล็อตที่แข็งแรงอยู่แล้ว พอตัดส่วนต่างๆที่ เช่นมุมตลกที่มาลดความยิ่งใหญ่ เติมรายละเอียดความดรามาเข้าไป ทำให้เส้นเรื่องหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม แม้แต่มุมโรแมนซ์ก็ถูกลดทอนให้พอดิบพอดี ไม่เบียดบังประเด็นความกล้าของนางเอก ต่อด้วยงานโปรดักชั่นที่อลังการงานสร้าง คุ้มทุนสร้างที่ทุ่มไปมหาศาล ฉากต่อสู้ต่างๆจึงอลังการสมจริง รวมถึงฉากวังหลวงที่ยิ่งใหญ่สุดๆ อีกส่วนที่โดดเด้งออกมาเลย คือการเลือกใช้โลเคชั่นในการถ่ายทำ ทั้งจีนและนิวซีแลนด์ จะเห็นได้ว่าฉากที่เน้นทิวทัศน์ธรรมชาติ งดงามทุกฉาก ยิ่งส่งเสริมตัวหนังเข้าไปอีก

          นักแสดงสาววัย 33 ปี "หลิวอี้เฟย" ทำหน้าที่มู่หลานได้อย่างดีเยี่ยม เธอแสดงสีหน้าแววตาในแบบคนที่ทั้งมีความกล้าและกลัวได้อย่างดี ส่วนนักแสดงสมทบรุ่นใหญ่ก็สามารถตรึงผู้ชมได้หมด ทั้ง ดอนนี่ เยน ในบทแม่ทัพที่น่าเกรงขาม ที่เกินคาดไปเลยคือ กงลี่ ในบทแม่มดฝ่ายร้าย ที่ดูจะมีประเด็นมากกว่าที่คิด และเธอสามารถโปรยความเป็นนางพญาได้สุดๆ และที่เซอร์ไพรส์ที่สุด คือ เจ็ต ลี ในบทองค์จักรพรรดิ ที่แม้จะไม่มีเส้นเรื่องมากมายนัก แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัว น่าเกรงขามอย่างยิ่ง พลังดาราของแกมาแรงสุดๆ แถมบางฉากยังขโมยซีนซะเฉยๆ ด้วยความเก่งกาจด้านฝีมือของตัวละคร มีเพียงตัวร้าย ของ เจสัน สกอตต์ ลี ที่แอบมีความเป็นการ์ตูนมากไปนิด

          ภาพรวม Mulan ฉบับใหม่นี้ มีเอกลักษณ์ในแบบของมัน ด้วยความที่ไม่ซ้ำทางกับฉบับการ์ตูน หนังเดินเรื่องด้วยจังหวะที่กำลังพอดี ไม่มีจุดน่าเบื่อเลย ถือว่าสนุกทีเดียว เมื่อเทียบกับหนังดิสนีย์ Live-Action ที่สร้างจากการ์ตูนหลายๆเรื่อง Mulan ถือว่าลงตัวมากๆ และน่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ชมได้ไม่น้อย ส่วนตัวมีจุดที่ติดอยู่บ้าง คือการที่ตัวละครพูดภาษาอังกฤษ แต่ทุกอย่างที่ปรากฏบนจอดูเป็นจีนหมดเลย อาจจะแปร่งๆ เพราะมันเหมือนเรากำลังดูหนังจีนที่พากย์อังกฤษอยู่ ถ้าดูพากย์ไทยอาจจะรู้สึกคุ้นหูมากกว่านี้

          สรุปแล้ว Mulan คือหนังแอ็กชั่นที่เล่าเรื่องได้ลงตัวมากๆ มีความครบรสอยู่ในตัว แม้จะไม่ได้หวือหวาหรือโปกฮาเท่าฉบับการ์ตูน แต่ดูแล้วหึกเหิมใช่เล่น มีฉากชวนประทับใจมากมาย และที่ขาดไม่ได้เลยคือเพลง Reflection ที่ถูกปรับใหม่ให้อลังการยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่ทำนองเพลงนี้ถูกเล่นขึ้นมา ยิ่งทำให้อินกับหนังเข้าไปอีก จนต้องนั่งฟังฉบับ คริสตีน่า อากีเลร่า อัดใหม่ตอน End-Credit ฟังอย่างบีบหัวใจจนจบเรื่อง

(ให้ 8.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM