HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          นี่คือพล็อตของหนังโหดเลือดสาดผลงานใหม่ภายใต้การสร้างของ Blumhouse Productions ค่ายหนังระทึกขวัญที่มาแรงสุดในทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยหนังเขย่าขวัญแถวหน้าอย่าง Paranormal Activity, Insidious, Get Out รวมไปถึงหนังระทึกขวัญเลือดสาดอย่าง The Purge, Happy Death Day และ Halloween ฉบับใหม่ล่าสุด ที่หยิบเอาไอเดีย หนังเลือดสาดที่วิพากษ์สังคมอเมริกาอย่างเจ็บแสบมารวมกันไว้ กลายเป็นหนังเรื่องนี้ เล่าถึง คริสตัล (รับบทโดย เบ็ตตี้ กิลพิน จากซีรีส์ GLOW) หญิงสาวที่ตื่นขึ้นมากลางป่า โดยที่ไม่รู้เลยว่าที่นี่คือที่ไหน จนกระทั่งเธอได้พบกับกลุ่มคนที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันอีก11 คน พร้อมกับกล่องใส่อาวุธที่จงใจทิ้งไว้ให้พวกเขา ไม่นานพวกเขาก็ตกอยู่ในอันตราย เมื่อมีคนกลุ่มลึกลับ โผล่ออกมาไล่ฆ่าพวกเขาอย่างไม่ปราณี พวกเขาต้องเผชิญกับกับดักมากมายที่ถูกวางทิ้งไว้ ทำให้ทั้งหมดทราบชะตากรรมแล้วว่า นี่คือ เกมกีฬาของเหล่าคนรวย ที่จับพวกเขามาเป็นเหยื่อ แต่สิ่งเดียวที่ผิดพลาดคือ คนรวยกลุ่มนี้ ดันไม่รู้มาก่อนว่า คริสตัล มีความสามารถในการเอาตัวรอดและการต่อสู้ ซึ่งตอนนี้เป้าหมายเดียวของเธอคือเอาชีวิตรอดและจัดการต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด

          โดยรวม The Hunt เป็นส่วนผสมระหว่างหนังระทึกขวัญเลือดสาดกับหนังตลกร้ายที่เสียดสีสังคมอย่างเจ็บแสบ โดยหนังเริ่มต้นเรื่องราวด้วยความโหดแบบไม่ปราณีคนดูในช่วงเวลา 30 นาทีแรก หนังไม่เสียเวลาเล่ายืดยาว เริ่มเปิดด้วยกลุ่มเหยื่อ เหล่าคนจนที่ถูกจับมาปล่อยตัวกลางป่า พยายามเอาตัวรอดแต่กลับถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ในองค์แรกนี้เต็มไปด้วยฉากฆ่ากันตายแบบเลือดสาดสุดๆ เรียกว่าเป็นเรท R แบบปริ่มๆแล้ว เชื่อว่าคนดูจำนวนไม่น้อยอาจจะต้องเบือนหน้าหนีในฉากช่วงแรกนี้ แต่สำหรับคอหนังโหดรับประกันความสะใจอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนชอบมากคือความเซอร์ไพรสคนดู เราไม่มีทางเดาได้เลยว่าตัวละครไหนจะตาย หรือจะอยู่รอด เรียกว่าฆ่ากันแบบไม่เกรงใจผู้ชมเลย

          ในขณะที่องค์ที่ 2 ช่วงกลางของหนัง ความโหดจะเบาลงเล็กน้อย หลังจากจัดเต็มในช่วงแรก หนังใช้เวลานี้ในการเล่าเรื่อง ให้ผู้ชมเห็นถึงภาพรวมของหนัง และค่อยๆพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับตัวละครอื่นๆ ในส่วนนี้เองที่พอฉากโหดลดลง หนังก็ใส่ฉากตลกร้ายและบทสนทนาแบบแสบๆคันๆเข้าไป ก่อนที่กราฟจะพุ่งกลับมาสูงอีกครั้งในองค์สุดท้าย ที่กราฟความระทึกกลับมาเท่าช่วงแรก แต่ในขณะเดียวกันก็อัดแน่นด้วยบทสนทนาที่เสียดสีสังคมของคนอเมริกันแบบองค์ที่ 2  ความน่าสนใจคือ หนังพยายามจะเสียดสีคนทุกกลุ่มในสังคม ในขณะที่คนรวยบอกว่าคนจนคือต้นเหตุของทุกอย่าง ส่วนคนจนกลับบอกว่า คนรวยนั่นแหละที่ก่อปัญหา เป็นการด่ากันไปด่ากันมาได้อย่างแสบๆคันๆ แต่ไม่ถึงกับเข้มข้นแบบ Parasite แต่ก็มีประเด็นให้ชวนคิดตามอยู่

          นอกจากความโหดที่หนังจัดเต็ม และประเด็นแดกดันสังคมแล้ว สิ่งที่ทำให้ The Hunt น่าติดตามคือความเซอร์ไพรสในหนัง การเล่าเรื่องของ The Hunt ถือว่ามีลูกล่อลูกชนให้น่าติดตามพอสมควร มีปมให้ตามต่อ หนังสามารถสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้กับทุกๆตัวละครได้ จนผู้ชมแอบเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า ตัวละครไหนที่ไว้ใจได้บ้าง แม้ว่าภาพรวม หนังจะจับเอาทุกองค์ประกอบมาผสมกันอย่างหลวมๆ อาจจะไม่ได้เข้มข้นอะไรมาก แต่ถือว่าเป็นความบันเทิงที่น่าพอใจเลยทีเดียว

(ให้ 7.5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM