HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          ในซัมเมอร์ที่แทบจะไม่มีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายเลยเพราะโควิด-19 คอหนังซูเปอร์ฮีโร่ต่างรอคอยการมาของภาพยนตร์โปรแกรมใหญ่ที่เลื่อนหนีกันไปหมด ความหวังเดียวจึงตกอยู่กับ NETFLIX ที่ยังคงสามารถส่งหนังทุนสูงมาให้ชมแก้ขัดกันได้เรื่อยๆทุกเดือน สำหรับหนังฟอร์มโตเดือนนี้ของทางค่าย คือ Project Power ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่มาพร้อมกับพล็อตสุดเก๋ เล่าถึงยาลึกลับที่กำลังระบาดหนักในเมืองนิวออร์ลีนส์ ยาวิเศษที่ว่ากันว่า ใครที่กินเข้าไปจะสามารถมีพลังเหนือมนุษย์ได้ 5 นาที แต่ปัญหาคือไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าพลังของตัวเองคืออะไร และในบางครั้งพลังที่เกิดขึ้นก็มากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว จนเป็นอันตรายถึงชีวิต อดีตนายทหารที่มีปมบางอย่าง, ตำรวจฝีมือดีประจำเมือง และวัยรุ่นสาวที่ฝันไกลว่าอยากเป็นแร็ปเปอร์ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาต้นตอของยาตัวนี้ และหยุดยั้งก่อนที่มันจะแพร่กระจายไปทั่วโลก

          โดยรวมหนังถือว่ามอบความบันเทิงให้กับผู้ชมในระดับที่น่าพึงพอใจ สำหรับคนที่คาดหวังว่า Project Power จะเป็นหนังคนเหนือมนุษย์ที่ใหญ่โตแบบ Avengers หรือ X-Men คงจะไม่ใช่ เพราะมันเป็นหนังคนพลังพิเศษที่มาพร้อมกับตัวละครที่แทบจะไม่ต่างจากคนทั่วไป และมีพลังเหนือมนุษย์แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แก่นแท้ของหนังจริงๆดูจะเป็นหนังแนวอาชญากรรมเสียมากกว่า เพียงแค่มีเรื่องของพลังพิเศษ มาเป็นไฮไลต์เสริมให้หนังดูโดดเด่นและแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ตรงกับที่ผู้เขียนบทออกตัวว่า เขาอยากทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่แตกต่าง จึงหยิบเอาหนังโปรดสองเรื่องมาเป็นแรงบันดาลใจ นั่นคือ Collateral และ 8 Mile โดยภาพของการไล่ล่าอาชญากรในยามค่ำคืน ดูจะมีกลิ่นอายคล้ายกับเรื่องแรก ในขณะที่ตัวละครโรบิน วัยรุ่นสาวฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์ และเพลงประกอบในหนัง ดูจะได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องหลังอย่างชัดเจน

          ในแง่ของงานสร้าง Project Power ถือว่ามีงานโปรดักชั่นที่ดูดี ผู้กำกับสามารถหยิบเอาเสน่ห์ของเมือง นิวออร์ลีนส์ มาใช้ในการช่วยเล่าเรื่องอย่างได้ผล ส่วนอีกองค์ประกอบที่โดดเด้งขึ้นมาเลยคือ เพลงประกอบ ที่หยิบเอาเพลงฮิปฮอปมาชูโรง เสริมคาแร็คเตอร์ตัวละครหลักได้ดี ที่ฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์ และเป็นคนผิวสี ยิ่งเพิ่มความเท่ห์ให้กับหนังมากยิ่งขึ้น และเพิ่มอารมณ์ความเดือดเข้าไป

          อีกหนึ่งข้อดีของ Project Power คือเคมีอันดีเยี่ยมของทีมนักแสดงนำ โดยเฉพาะระหว่าง เจมี่ ฟ็อกซ์ ที่รับบทเป็นอดีตทหารที่ไล่ล่าองค์กรที่อยู่เบื้องหลังยาตัวนี้ กับโดมินิก ฟิชแบก เด็กส่งยาที่จำเป็นต้องมาทำงานชิ้นนี้เพราะปัญหาส่วนตัว เคมีรับส่งของทั้งสองตัวละครถือว่าทำได้อย่างดี โดยเฉพาะฉากช่วงกลางเรื่อง ที่ตัวละครของเจมี่คุยกับโดมินิกเรื่องความฝันในการเป็นแร็ปเปอร์ และใช้ความถนัดของเธอในการต่อสู้กับระบบ ถือเป็นฉากไฮไลต์ที่ไม่ใช่ฉากบู๊ที่ทำได้ดีทีเดียว เช่นเดียวกับฉากระหว่าง โดมินิกกับ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ ที่รับบทนายตำรวจ เคมีทั้งคู่ก็เข้ากันได้ดีเช่นกัน ทำให้ฉากที่เธอไม่ว่าจะประกบกับนักแสดงคนไหน น่าดูไปหมด เรียกว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่ฝีมือไกลเกินอายุไปพอสมควร

          จากการผสมผสานระหว่างหลายๆองค์ประกอบ ก็อาจจะนำมาซึ่งข้อเสียของหนังเช่นกัน ด้วยความที่ Project Power อาจจะยังไปไม่สุดในทิศทางต่างๆ ในแง่ของหนังแอ็กชั่นซูเปอร์ฮีโร่ ก็ยังไม่มากพอ ใครที่อยากเห็นพลังพิเศษเยอะๆ ถี่ๆ ก็อาจจะไม่อิ่มหนำกับเรื่องนี้ เช่นเดียวกับคอหนังทริลเลอร์ แบบ Collateral พอหนังแนวนี้ต้องมาผสมกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ ความเข้มข้น ความตึงเครียดที่ควรจะมีก็ลดลงไปเช่นกัน แต่ถ้าเรายอมรับได้ถึงเนื้อหาที่ลดลงของทั้งสองแนว เราจะได้เจอกับส่วนผสมใหม่ที่รสชาติน่าสนใจเลยทีเดียว

          สรุปแล้ว ในยุคที่ขาดแคลนหนังฟอร์มใหญ่มันส์ๆ Project Power ถือว่าเป็นหนังแอ็กชั่นฟอร์มใหญ่จาก Netflix ที่ให้ผลลัพธ์อย่างน่าพอใจ เป็นความบันเทิงในช่วงซัมเมอร์ที่เราโหยหา แบบเดียวกับที่ The Old Guard ทำได้ในเดือนที่แล้ว แม้ว่ามันอาจจะยังไปไม่สุดทางเท่ากับหนังฟอร์มยักษ์ในโรง แต่ถือว่า นี่คือหนังที่สนุก มันส์ และมีคุณค่าในตัวมากพอ ที่จะลองชม ดูจบแล้วเราอาจจะได้คิดตามในประเด็นต่างๆที่หนังทิ้งไว้ มากกว่าความบันเทิงที่ผ่านไปชั่วคราว

(ให้ 8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM