HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ดูเหมือนในระยะหลัง เราจะได้เห็น ชาร์ลีซ เธียรอน กับบทบาทในหนังแอ็กชั่นถี่ขึ้น หลังความสำเร็จใน Mad Max : Fury Road คอหนังก็ได้เห็นเธอคว้าบทนำใน Atomic Blonde ต่อด้วยบทบาทสำคัญในหนังชุด Fast & Furious จนกระทั่งถึงผลงานชิ้นล่าสุด The Old Guard หนังแอ็กชั่นที่สร้างโดย Netflix โดยเธอรับบทเป็น แอนดี้ ผู้นำกลุ่มนักฆ่าที่เป็นอมตะ เพราะคำสาปทำให้เธอต้องใช้ชีวิตนานหลายร้อยปีเพื่อปกป้องโลก ผ่านเหตุการณ์สำคัญในหลายยุคสมัย ไม่ว่าจะกี่ยุค เธอและกลุ่มนักฆ่าอมตะ (ที่รวมแอนดี้แล้วมีทั้งหมด 4 คน) ก็ล้วนมีบทบาทสำคัญ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้ง 4 จึงต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆซ่อนๆ เพื่อไม่ให้ทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้ในโซเชียลมีเดีย

       เรื่องราวของ The Old Guard เริ่มต้นขึ้น หลังจากแอนดี้และกลุ่มนักฆ่าที่หลบซ่อนมานานหลายทศวรรษ ค้นพบว่าพวกเขากำลังจะมีสมาชิกใหม่ เมื่อไนล์ ทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ (รับบทโดย กีกี้ เลย์น จาก If Beale Street Could Talk) ถูกผู้ก่อการร้ายสังหารในภารกิจ แต่เธอกลับฟื้นขึ้นมาจากความตาย และรักษาตัวเองจนหายในเวลาไม่นาน แอนดี้จึงต้องรีบเข้าถึงตัวของ ไนล์ ก่อนที่คนร้ายจะเข้าถึงเธอ กลุ่มคนลึกลับที่พยายามสืบสวนเกี่ยวกับการมีอยู่จริงของคนอมตะ พร้อมกับไล่ล่าพวกเธอมาเป็นหนูทดลองในโครงการวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางความสับสนของไนล์ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับเธอ และคำถามที่เธอตั้งกับพระเจ้าว่า ความเป็นอมตะนี้ คือพรหรือคำสาปกันแน่ ?

       เทียบกับบรรดาหนังออริจินัลของ Netflix ต้องถือว่า The Old Guard อยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าพึงพอใจอย่างมาก นี่คือหนังแอ็กชั่นที่มาพร้อมกับตัวละครเอก ที่เปรียบเสมือนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ด้วยความเป็นอมตะ รักษาตัวเองให้หายได้ และพยายามจะปกป้องโลกจากทรราชย์ แต่พวกเขากลับใช้ชีวิตที่หลบซ่อนยิ่งกว่าคนธรรมดา อาจจะกล่าวได้ว่า เหล่าตัวละครหลักในหนัง ดูจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความเป็น "มนุษย์" สูงมากกว่าหนังฮีโร่ทั่วไป ตัวละครแม้จะไม่ตาย แต่พวกเขาเจ็บเสมอ และสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดเหล่านี้ ทุกตัวละครจึงมีความเป็นคนสูงมาก แม้แต่ฉากแอ็กชั่นในหนัง ก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดให้ดูเว่อร์ เน้นฉากการต่อสู้ที่สมจริง ถึงเลือดถึงเนื้อ

       แม้จะไม่ได้ลงลึกมาก แต่ประเด็นที่ The Old Guard หยิบยกมาตั้งคำถาม ถามคนดูมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ด้วยการที่เหล่าตัวละครหลักไม่ได้ใช้ชีวิตจากอภิสิทธิ์ของความเป็นอมตะ หนังมาพร้อมกับการตั้งคำถามถึงประเด็น "อมตะ"ว่าสิ่งนี้เป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่ นอกจากนี้ หนังยังตั้งคำถามกับสังคมปัจจุบันในหลากหลายประเด็น รวมถึงสงคราม ที่หลายตัวละครล้วนเป็นทหารผ่านศึก ถูกสอนให้คนฆ่า ถูกฝึกซ้อมให้ใช้อาวุธ แต่กลับไม่เคยมีใครสอนให้ใช้ชีวิตอยู่กับผลที่ตามมา บาดแผลจากสงครามที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องเยียวยาตนเองอย่างไร้ทิศทาง

       แน่นอนว่าความโดดเด่นสุดในหนังคงหนีไม่พ้น ชาร์ลีซ เธียรอน ที่เท่ห์และมีเสน่ห์อย่างมากในบท แอนดี้ เธอทำให้ตัวละครนี้ไม่แบนราบ ดูมีมิติกับการตั้งคำถามต่างๆที่กระทบกับความเชื่อของผู้ชม เคมีของเธอกับ กีกี้ เลย์น นักแสดงสาวผิวสีกับบทบาทหนังแอ็กชั่นเรื่องแรก ถือว่าค่อนข้างลงตัวทีเดียว พวกเธอเปรียบเสมือนอาจารย์และลูกศิษย์ ที่มาเติมเต็มซึ่งกันและกัน เทียบให้เห็นถึงความเชื่อและมุมมองของคนจากต่างยุคสมัย ส่วนตัวละครสมทบอื่นๆ แม้จะไม่ได้มีบทบาทมาก แต่ทุกตัวดูมีความเป็นมนุษย์สูง ข้อเสียที่เด่นชัดในแง่ตัวละครคือบท เมอร์ริค ของ แฮร์รี่ เมล์ลิ่ง(เจ้าของบทดัดลี่ย์ใน Harry Potter) ที่ดูโอเว่อร์ขึ้นมา จนทำให้ตัวละครเขาดูไม่ค่อยเข้ากับองค์รวมของหนังเอาเสียเลย

       สิ่งหนึ่งที่ทำให้ The Old Guard เป็นหนังแอ็กชั่นที่น่าจับตามอง คือพลังหญิงของบุคคลทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง หนังมีสองตัวละครนำอย่าง แอนดี้ และไนล์ ที่เปรียบเสมือนภาพสะท้อนผู้หญิงรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ นอกจากนี้ผู้กำกับที่อยู่เบื้องหลังงานชิ้นนี้คือ จิน่า-พริ้นซ์ ไบรสวู้ด ผู้กำกับหญิงจาก The Secret Life of Bees แม้แกนหลักของหนังจะเป็นผู้หญิงถึง 3 คน แต่หนังก็ไม่ได้ยัดเยียดประเด็นด้านเพศลงไปอย่างมากเกินพอดี แต่กลับถ่ายทอดแฝงไว้ในหนังอย่างลงตัว แถมเมื่อดูจบ คอหนังน่าจะแอบสัมผัสได้ถึงโอกาสของ The Old Guard ที่จะเป็นหนังแฟรนไชส์ที่ต่อยอดได้ในอนาคต ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าจับตามองของ Netflix ในช่วงเวลาที่เราต่างกระหายหนังบล็อกบัสเตอร์ช่วงโรงหนังปิด นี่คืออีกเรื่องที่มีผลลัพธ์น่าพึงพอใจทีเดียว

       สำหรับ The Old Guard สามารถรับชมได้ใน NETFLIX ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม เป็นต้นไป

(ให้ 8 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM