HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ต้นฉบับของ Emma คือหนังสือคลาสสิกอีกเล่มของ เจน ออสเตน ที่ผลงานโดดเด่นของเธอคือ Pride & Prejudice และ Sense & Sensibility ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1815 หรือมากกว่า 200 ปีมาแล้ว และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์ รวมถึงดัดแปลงเป็นละครเวทีอย่างนับครั้งไม่ถ้วน เฉพาะเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่คอหนังพอจะคุ้นเคยกัน ต้องย้อนกลับไปสมัยยุค 90 ที่เคยมี Emma ในฉบับของ กวิเน็ธ พัลโทรว รวมถึงภาพยนตร์วัยรุ่นแห่งยุคอย่าง Clueless ก็ยึดโครงเรื่องไปจาก Emma เช่นกัน เพียงแต่มันถูกดัดแปลงให้เป็นสถานการณ์ในยุคสมัยใหม่ จนกระทั่งข้ามมาเวอร์ชั่น 2020 ที่ได้ อันยา เทเลอร์ จอย เจ้าแม่หนังเขย่าขวัญยุคใหม่จาก The Witch และ Split มาพลิกบทบาท เปลี่ยนแนวจากสยองขวัญ มาเล่นหนังโรแมนติกเบาสมองแบบย้อนยุคบ้าง

       แน่นอนว่า Emma เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวของ เอ็มม่า สาวน้อยลูกคุณหนูในวัย 21 ปี เธอเกิดมาในครอบครัวคนรวย มีฐานะ แถมยังหน้าตาดี เลยทำให้ชีวิตแทบจะไม่มีอะไรต้องกังวล ความสนุกในชีวิตเธอคือการจับคู่ให้กับคนอื่นเขาไปทั่ว แม้ว่าตนเองจะไม่ประสีประสาอะไรกับความรัก แถมยังออกตัวแรงว่า ตนเองจะไม่มีวันแต่งงาน (หลังจากที่พ่อของเธอเจ็บช้ำหนัก เพราะลูกสาวคนโตแต่งงาน แล้วออกจากบ้านไป) ความวุ่นวายเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเธอได้รู้จักกับเพื่อนใหม่อย่าง แฮร์ริเอ็ต (รับบทโดย มีอา ก็อต) แต่แล้ว ความเจ้ากี้เจ้าการ จับคู่เพื่อนกับคนอื่นไปทั่ว ทำให้เกิดเรื่องราววุ่นวายตามมา นำไปสู่ความเข้าใจผิดและเสียใจ ในขณะเดียวกัน เอ็มม่าเอง ก็ค่อยๆได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวของความรัก ว่า้เป็นอย่างไร จากคนใกล้ตัวอย่าง มิสเตอร์ไนท์ลี่ย์ (รับบทโดย จอห์นนี่ ฟลินน์)

       สิ่งที่โดดเด่นสุดของ Emma ในฉบับนี้ (และในหลายๆเวอร์ชั่นที่ผ่านมา) คืองานเสื้อผ้าหน้าผมและออกแบบงานสร้าง ที่สวยงามชวนมองไปเสียหมด ทุกชุดที่เอ็มม่าสวมใส่ดูงามและเสริมคาแร็คเตอร์อย่างมาก แถมหนังยังใช้เวลาพอสมควร กับฉากที่ได้เห็นตัวละครแต่งตัว เผยให้เห็นความพิถีพิถัน (บวกความเรื่องเยอะ) ของตัวละครเหล่านี้ เป็นหนังที่ดูแค่ตาก็เพลิดเพลินสายตาแล้ว ส่วนสไตล์การเล่าเรื่องนั้น สิ่งที่ชอบที่สุดคือจังหวะในการเล่า ถ้าใช้ภาษาวัยรุ่นในยุคนี้ จะพบว่า Emma ฉบับใหม่ มีความโบ๊ะบ๊ะมาก มีการรับส่งมุก สีหน้าแววตาตัวละครอย่างรวดเร็ว ฉากที่มีเสน่ห์มากๆหลายฉากของหนัง คือซีนที่เล่นกับความกระอักกระอ่วนของตัวละคร ด้วยความที่ตัวละครเอ็มม่าและพ่อของเธอ มีความประหลาดตามภาษาคนรวยในหลายๆอย่าง หนังได้้หยิบเอาตรงนี้มาเป็นมุมสนุก และสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้บ่อยครั้งมาก

       เสน่ห์หลักของหนังมาจากการแสดงของ อันยา เทย์เลอร์ จอย ซึ่งต้องยอมรับว่า เธอเป็นเอ็มม่า ในฉบับปี 2020 ได้อย่างไม่ตกหล่น เป็นสาวลูกคนรวย ที่พยายามจะวางตัวเหนือชั้นกว่าคนอื่น พยายามจะเก่งกว่าทุกคน แต่ในขณะเดียวกับกลับไม่ประสีประสากับหลายอย่าง เราเห็นแววตาความมั่นใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีแววตาของความว่างเปล่าอยู่ บวกกับลุคภายนอก ถือว่าเธอเหมาะสมกับบทนี้แบบสุดๆ ดูไปเพียงไม่กี่ฉาก เราก็จะตกหลุมรักตัวละครนี้ และพร้อมจะเอาใจช่วยเธอ แม้ว่าหลายอย่างที่เอ็มม่าทำไป อาจจะเกิดจากความคิดน้อยและนำไปสู่ความผิดพลาดก็ตาม

       ปัญหาเล็กน้อยของ Emma นั้น คือเรื่องแผนผังตัวละคร ที่อาจจะวุ่นวายไปนิดในช่วงแรก ในช่วงของการปูพล็อตเรื่องและแนะนำตัวละคร ด้วยชื่อที่ค่อนข้างยาก และหนังค่อนข้างพูดเร็ว ทำให้อาจจะต้องใช้เวลาในการจับทางอยู่บ้าง แต่เมื่อค่อยๆลงตัวแล้วว่าใครเป็นใคร ผู้ชมก็สามารถเพลิดเพลินกับหนังได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะองค์สุดท้ายที่ค่อนข้างขยี้อารมณ์ได้อย่างดี หนังมีจังหวะที่ยาวไปนิดในช่วงกลาง อาจจะทำให้รู้สึกย้วยในบางจุดได้ แต่โดยรวมหนังถือว่าเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจและชวนติดตาม

       สรุปแล้ว Emma ฉบับใหม่ล่าสุด ถือเป็นอีกครั้งที่รีเมกได้อย่างน่าสนใจและค่อนข้างลงตัว ทั้งในแง่ของการคัดเลือกนักแสดง จังหวะการเล่าเรื่อง และออกแบบงานสร้างกับเสื้อผ้าหน้าผม ด้วยตัววัตถุดิบหลักอย่างหนังสือ Emma ซึ่งดีเยี่ยมอยู่แล้ว นี่จึงเป็นการพิสูจน์อีกครั้งว่า เรื่องราวในหนังนั้น อยู่เหนือกาลเวลาจริงๆ และอีกไม่กี่สิบปีหลังจากนี้ คงจะมีการหยิบเอา Emmaมาสร้างเป็นหนังอีกก็เป็นไปได้

(ให้ 8 คะแนน / จากเต็ม 10 คะแนน)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM