HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       แม้ว่าช่วงนี้จะไม่มีหนังใหม่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ก็ยังมีหนังคุณภาพปล่อยออกมาให้ได้ดูกันในหลายช่องทาง รวมถึง The Half of It หนังวัยรุ่นที่คุณภาพคับแก้วมากกว่าหนังวัยรุ่นอเมริกันทั่วไป การันตีจากการคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนัง Tribecca ที่เดิมทีวางแผนจะจัดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ต้องยกเลิกไปเพราะเชื้อโควิด-19 ระบาดหนัก อย่างไรก็ตามผู้จัดยังคงเดินทางมอบรางวัลให้กับผลงานคุณภาพผ่านทางออนไลน์ และผลงานชิ้นเยี่ยมของผู้กำกับหญิง อลิซ วู ก็คว้ารางวัลใหญ่สุดไป และปล่อยให้ผู้ชมทั่วไปได้เสพหนังดีๆกันแล้วใน Netflix ตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

       หนังเล่าเรื่องราวของ แอลลี่ ชู สาวม.ปลาย ที่ย้ายจากจีนมาอาศัยอยู่กับพ่อตามลำพัง ในเมืองเล็กๆที่อเมริกา เธอเป็นสาวที่เก่งรอบด้านแต่ชอบเก็บตัว หาเงินจากการที่รับจ้างทำการบ้านและเขียนรายงานให้เพื่อนๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง พอล หนุ่มนักกีฬาพูดไม่เก่ง มาว่าจ้างเธอให้เขียนจดหมายรักให้ เพราะเขาแอบชอบ แอสเธอร์ สาวฮ็อตประจำโรงเรียน แต่ไม่กล้าพอที่จะบอกรักเธอ และไม่เก่งพอที่จะเขียนจดหมายบอกความในใจ ด้วยความจำเป็นด้านการเงินทำให้แอลลี่ยอมรับจ็อบดังกล่าว ไม่นานหลังจากนั้น แอลลี่ก็เริ่มตกเข้าไปอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่าง พอลและแอสเธอร์ อย่างเต็มตัว ในมุมหนึ่งเธอเองก็ค่อยๆสนิทสนมกับพอล จนกลายเป็นเพื่อนสนิทไปอย่างไม่รู้ตัว และในอีกมุมหนึ่งเธอเอง ก็เริ่มตกหลุมรัก แอสเธอร์ อย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอได้เริ่มเรียนรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก" และตั้งคำถามกับมันว่า คืออะไรกันแน่ ?

       แม้ว่า The Half of It ฟังดูจากพล็อตอาจจะคล้ายกับหนังรักสามเส้าของวัยรุ่นทั่วไป แต่หนังกลับชาญฉลาดและมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณรายละเอียดของบทภาพยนตร์ที่ผู้กำกับใส่ใจในทุกส่วน ที่โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้นบทสนทนา ที่ทำให้เราเข้าใจถึงความรู้สึกของทั้ง 3 ตัวละครเป็นอย่างดี และเอาใจช่วยพวกเขาไม่ว่าจะสมหวังหรือจะต้องผิดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทของนางเอกที่หนังสามารถดึงเสน่ห์ของ สาวม.ปลาย คาแร็คเตอร์เงียบๆออกมาได้ ผ่านสิ่งที่เธอรู้สึกนึกคิด สิ่งที่เธอเขียนลงในจดหมายรัก และทุกบทสนทนาที่เธอโต้ตอบกับ แอสเธอร์ ทำเอาผู้ชมตื่นเต้นแทบ และลุ้นตามทุกครั้ง ว่าผลตอบรับของทุกบทสนทนาจะออกมาเป็นเช่นไร นอกจากนี้สิ่งที่หนังทำได้ดีมากๆ คือจังหวะการเล่าเรื่อง จากหนังจะเห็นได้ว่า การเผยความรู้สึกนั้น จังหวะเป็นเรื่องสำคัญมาก ตัวหนังเองก็เช่นกัน ที่เลือกใช้จังหวะในการทำให้ผู้ชมรู้สึกตามได้อย่างดี

       ในมุมหนึ่ง The Half of It ก็ทำหน้าที่ในการเป็นหนัง Coming-of-Age ได้อย่างดี เราจะได้เห็นการเติบโตขึ้นของทั้ง 3 ตัวละครหลัก สิ่งที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนไปจากเดิม คือบทเรียนจากความรัก ตามที่แอลลี่ได้ให้คำนิยามในหนังว่าความรักคืออะไร โดยผู้กำกับซึ่งเขียนบทเรื่องนี้ด้วย ได้ใส่รายละเอียดมุมมองที่ตนมีต่อความรัก และแง่คิดที่น่าสนใจของชีวิตสอดแทรกไว้ในหนังพอสมควรเลยทีเดียว นอกจากบทภาพยนตร์แล้ว สิ่งที่ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้หนังงดงามมากยิ่งขึ้น คือ งานถ่ายภาพและเพลงประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานถ่ายภาพที่หนังเลือกใช้หลายมุมกล้องที่น่าสนใจ ถ่ายทอดเมืองเล็กๆในหนัง ให้ออกมาดูมีอะไรมากยิ่งขึ้น ทั้งฉากในเมือง ในป่า หรือแม้แต่ในรถไฟเก่าๆ ส่วนเพลงประกอบ นอกจากนี้หนังยังเลือกหยิบเอา"ประโยคสำคัญ" มาคั่นระหว่างฉาก เป็นการตอกย้ำ Key Message และชวนให้ผู้ชมคิดตามและรู้สึกตามตัวละครอีกด้วย

       โดยรวม The Half of It ถือเป็นหนังวัยรุ่นที่ดีต่อใจอย่างมากอีกเรื่อง หนังสะท้อนให้เห็นมุมมองต่อความรัก ซึ่งเป็นผลต่อการใช้ชีวิต และการเติบโตของตัวละครได้อย่างดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน ก็น่าจะอิ่มเอมไปกับเรื่องราวและตัวละครในหนังได้ไม่ยาก แม้ว่า The Half of It หน้าหนังจะดูเป็นหนังวัยรุ่นไฮสคูล แต่แก่นแท้ของมัน คือหนังดราม่าคุณภาพ ที่มาพร้อมกับองค์ประกอบที่งดงามในหลายๆด้านเลยทีเดียว เป็นอีกหนึ่งผลงานใน Netflix ที่ไม่ควรพลาด
 

(ให้ 9 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM