HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       กลายเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สำหรับ Time To Hunt หนังแอ็กชั่นทริลเลอร์เรื่องเยี่ยมจากเกาหลีใต้ ที่ได้ไปฉายโชว์ในเทศกาลหนังเบอร์ลินมาแล้ว โดยเดิมทีวางโปรแกรมจะฉายในเกาหลีเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าต้องยกเลิกโปรแกรมไปฉายเพราะไวรัสโคโรน่า ทำให้ทางสตูดิโอตัดสินใจขายสิทธิ์หนังให้กับ Netflix ในที่สุด แม้ว่าตอนแรกจะมีปัญหาการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น เพราะค่ายหนังในเกาหลี ได้ขายสิทธิ์ให้ตัวแทนจัดจำหน่ายในหลายๆประเทศไปแล้ว (ซึ่งขัดแย้งกับ Netflix) ทำให้หนังต้องเลื่อนจากปล่อยฉายจากโปรแกรมเดิมในต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดสามารถเคลียร์กันได้แล้ว เลยสามารถปล่อยให้ผู้ชมจากทั่วโลกรับชมกันได้แล้วผ่าน Netflix

       หนังเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตอันใกล้ เมื่อประเทศเกาหลีใต้ กลายสภาพเป็นสังคมที่ล่มสลาย เพราะปัญหาด้านเศรษฐกิจ ผู้คนต่างอดอยากและก่ออาชญากรรมกันเป็นว่าเล่น โดยหนังโฟกัสที่เพื่อนสนิท 4 คน หลังจากหนึ่งในนั้น เพิ่งออกจากเรือนจำ เพราะคดีปล้น เขาตัดสินใจอยากจะออกไปจากประเทศนี้ เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่ที่ดีกว่า แต่ปัญหาคือเงินทุนที่ยังไม่พร้อม ทั้งสี่เลยวางแผนจะปล้นเงินจากบ่อน เงินสกปรกที่ตำรวจก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงวางแผนการพร้อมกับหลบหนี แต่เมื่อวันแห่งการปล้นมาถึง พวกเขากลับต้องเผชิญกับเรื่องที่ไม่คาดคิด ทำให้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบไม่คิดชีวิต

       ภาพรวมของ Time To Hunt ถือว่าสนุกตื่นเต้นกว่าที่คิดไว้มาก แม้ว่าพล็อตจะไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่หนังสามารถดีไซน์ฉากไล่ล่าได้อย่างถึงอารมณ์ จนหลายคนเอาไปเปรียบเทียบกับหนังผีกันเลยทีเดียว ว่าระทึกในแบบนั้น ทำเอาหายใจไม่ทั่วท้อง และที่สำคัญหนังสามารถไต่ระดับความระทึกได้เรื่อยๆ ไม่มีกราฟตกแต่อย่างใด ถ้าจะใช้คำว่าลุ้นจนเยี่ยวเหนียว ก็อาจจะสามารถใช้ได้กับเรื่องนี้ (แบบที่หลายคนลุ้นกับ A Quiet Place หรือ Don't Breathe เรื่องนี้สามารถทำได้ใกล้เคียงกับระดับนั้น)

       นอกจากการออกแบบฉากไล่ล่าที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว งานสร้างของ Time To Hunt ก็อยู่ในระดับที่น่าชื่นชม เริ่มจากการออกแบบบ้านเมืองที่ทรุดโทรม Setting ของหนังดูฉีกและแตกต่างจากหนังเกาหลีทั่วไปที่เรามักจะได้ดูกัน ทำให้เกิดความสดใหม่ แม้ว่าหนังอาจจะไม่ได้หยิบเอาภาพเหล่านั้นมาใช้กับพล็อตมากนัก ส่วนที่โดดเด่นมากอีกหัวข้อ คือการใช้แสงและสี ในการถ่ายทอดอารมณ์ ในหลายฉากจะเป็นโทนสีเดียวล้วนๆ อาทิ สีน้ำเงิน สีเขียว หรือสีแดง ที่เสริมให้อารมณ์ในฉากนั้นๆ เข้มข้นขึ้นไปอีก และทำให้หนังดูน่าจดจำเพิ่มมากขึ้นด้วย

       สิ่งหนึ่งที่อาจจะเบาไปหน่อยสำหรับ Time To Hunt คือในแง่ของการวิพากท์สังคม ซึ่งดูเหมือนหนังจะพยายามสอดแทรกสิ่งนี้อยู่ ผ่านทั้งพล็อตและฉากหลัง แต่กลับทำได้ไม่เข้มข้นและไม่มากพอ เลยไม่ค่อยรู้สึกถึงสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อสารมากเท่าไหร่ ยกเว้นแต่ช่วงท้ายที่สื่อสารตรงไปตรงมา แต่ก็ยังไม่แข็งแรงพอ รวมไปถึงแรงจูงใจของตัวละครอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระเอก ก็อาจจะยังไม่มากพอเท่าไหร่นัก

       สรุปแล้ว Time To Hunt ถือว่าเป็นหนังเกาหลีที่ดูสนุก และตื่นเต้นอย่างมาก ถ้าในแง่ของความบันเทิง ต้องถือว่าเรื่องนี้จัดเต็ม ทำเอาลุ้นจนหายใจไม่ทันตลอดทั้งเรื่อง บวกกับงานโปรดักชั่นที่ทำออกมาได้อย่างดูดี ยิ่งช่วยสร้างความจดจำและเพิ่มเสน่ห์ของหนังได้ค่อนข้างมาก เพียงแต่ในแง่ของบทภาพยนตร์และสิ่งที่สอดแทรกไว้ อาจจะยังไม่แข็งแรงมากเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สำหรับคอหนังเกาหลี เพียงแค่มาดูหนุ่มๆ อีแจฮุน, อาแจฮง และชเวอูชิก ก็คุ้มแล้ว

(ให้ 8.5 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM