HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ในช่วงเวลาของเหตุการณ์เชื้อโควิด-19 ระบาดหนักทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้โรงภาพยนตร์ต้องปิดลงและไม่มีหนังใหม่เข้าฉาย แต่สำหรับบริการสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix ยังคงสามารถปล่อยหนังใหม่ออกมาให้ชมกันได้ ซึ่งโปรแกรมเด็ดในเดือนเมษายนนี้ เริ่มต้นด้วยหนังแอ็กชั่นเบาสมองอย่าง Coffee & Kareem ซึ่งเป็นการร่วมงานกันของนักแสดงตลกอย่าง เอ็ด เฮล์ม ที่เราคุ้นหน้ากันดีจากบทคุณหมอสายแหยใน The Hangover ที่ยังคงคาแร็คเตอร์นี้ไม่ว่าจะหนังเรื่องไหนๆ มาร่วมงานกับ ไมเคิล เดาส์ ผู้กำกับที่ผ่านหนังตลกคู่หูในปีที่แล้วอย่าง Stuber มา แม้ว่าโทนหนังจะคล้ายคลึงกัน เพราะเป็นเรื่องของ คู่หูต่างขั้วที่ต้องมาจับมือกันทำภารกิจอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ดูเหมือนว่า Coffee & Kareem จะไปได้สุดทางกว่า ทั้งในแง่ของความโหดและความฮาของหนัง (ไม่แน่ใจว่าเพราะปล่อยใน Netflix ด้วยหรือเปล่า จึงโหดได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าหนังได้เรตอะไร)

       หนังเล่าเรื่องราวของ เจมส์ คอฟฟี่ (รับบทโดย เอ็ด เฮล์ม) นายตำรวจน้ำดีที่มาพร้อมกับนิสัยกล้าๆกลัวๆ ซึ่งตอนนี้เขากำลังคบหากับ วาเนสซ่า (รับบทโดย ทาราจิ พี.เฮนสัน) สาวผิวสีที่ดูจะแตกต่างจากเขาเสียเหลือเกิน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างไม่น่าจะมีปัญหา เว้นแต่ว่า วาเนสซ่ามีลูกติด นั่นคือ คารีม (รับบทโดย เทอเรนซ์ การ์เด้นไฮท์) เด็กร่างใหญ่วัย 12 ขวบ ที่ฝันอยากจะเป็นนักร้องฮิปฮอป เพราะความที่เขาไม่ถูกชะตากับ คอฟฟี่ เขาจึงวางแผนจ้างมาเฟียชื่อดัง ไปลอบทำร้ายคอฟฟี่ ให้ไม่กล้ามายุ่งกับแม่ของเขาอีก แต่แผนการดันผิดพลาด เมื่อคารีมดันกลายไปเป็นพยานปากสำคัญของคดีฆาตกรรม ที่มีแก๊งมาเฟียเป็นคนร้ายอย่างไม่ได้ตั้งใจ เขาและแม่จึงกลายเป็นเป้าสำคัญในการตามล่า ทำให้คอฟฟี่ต้องจับมือกับคารีม ในการจัดการแก๊งมาเฟียนี้

       โดยรวม Coffee & Kareem ไม่ใช่หนังตลกที่มีความแปลกใหม่หรือหวือหวาแต่อย่างใด มันก็เป็นหนังตลกที่หยิบเอาสูตรสำเร็จของหนังคู่หูต่างขั้วมาใช้งาน และสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ค่อนข้างดี ด้วยความแตกต่างของ คอฟฟี่และคารีม ทั้งในแง่ของอายุ อาชีพ หรือสีผิวที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมของแต่ละฝ่าย สองคนที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันสุดขั้ว กลับจำเป็นจะต้องมาร่วมมือกัน ด้วยข้อแม้นี้ หนังหยิบมาต่อยอดในส่วนของบทสนทนาได้อย่างดี การที่ทั้งคู่ต้องพยายามจะคุยกัน พอต่างฝ่ายต่างมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน ทำให้เกิดความอีหลักอีเหลื่อพอสมควร และนี่แหละคืออาวุธเด็ดที่หนังหยิบมาใช้

       ในแง่ของความเป็นหนังตลก Coffee & Kareem เป็นหนังที่เดินเรื่องแบบกราฟขึ้น คือเราจะได้ฮากับมุกป่วนๆและเหตุการณ์ที่ตลกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยครึ่งหลังจะมีฉากวายป่วงที่เยอะกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนังมีการเปิดตัวตัวร้ายที่แท้จริง คาแร็คเตอร์ของตัวนี้สร้างสีสันได้เยอะมาก และสร้างสถานการณ์บ้าๆบอๆได้เพียบ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากขับรถไล่ล่าในวงเวียนที่เป็นฉากโคตรพีค ต้องไปดูเอาเอง) อีกทั้งพอหนังไม่ได้เข้าฉายในโรง และลงใน Netflix เลย ทำให้ผู้สร้างไม่ต้องกังวลว่าหนังจะได้เรทไหน ไม่ต้องกั๊กในการปล่อยคำหยาบหรือฉากโหด หลายซีนสามารถเลือดสาดได้เต็มที่

       แต่สำหรับปัญหาของ Coffee & Kareem คือหนังมีความครึ่งๆกลางๆพอสมควร ในมุมหนึ่งหนังก็พยายามจะเป็นหนังตำรวจ มาเฟียเรท R ที่มีความโหดและหยาบคาย แต่ในอีกมุมหนึ่งหนังก็มีตัวละครเด็กในการเดินเรื่อง ทำให้หลายฉากก็ไม่ได้สุดทางขนาดนั้น บวกกับพล็อตที่ไม่ได้แปลกใหม่อะไร หนังค่อนข้างเอาตัวรอดเพราะฉากตลกและบทสนทนาล้วนๆ ส่วนที่แอบเสียดายส่วนตัวนิดๆ คือการที่หนังได้นักแสดงดังระดับ ทาราจิ พี.เฮนสัน มาร่วมแสดง ซึ่งในหนังดังๆอย่าง Hidden Figures, What Men Want เธอคือดารานำที่เพิ่มเสน่ห์ให้หนังได้มาก แต่เรื่องนี้กลับใช้งานเธอน้อยเกินไป

       โดยรวม Coffee & Kareem ก็เป็นหนังตลกเรท R ที่ดูได้เพลินๆเรื่องนึง มีฉากให้ฮาอยู่พอสมควร แม้ว่าจะไม่ได้มีพล็อตที่แปลกใหม่หรือหวือหวาอะไรมากนัก แต่สำหรับหนังหนึ่งเรื่องที่อยู่ใน Netflix ถ้าอยากหาหนังใหม่มาดูบ้าง ในช่วงเวลาที่มีแต่หนังเก่า เรื่องนี้ก็ถือว่าฆ่าเวลาได้ดีพอสมควร

(ให้ 7 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM