EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          เกือบจะไม่ได้ดูในโรงภาพยนตร์กันแล้ว สำหรับ Jojo Rabbit หนังตลกเสียดสีผลงานชิ้นล่าสุดของ ไทก้า ไวติติ ผู้กำกับจากThor : Ragnarok ที่คว้ารางวัลออสการ์ ในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมมาได้สำเร็จ แม้จะพลาดออสการ์ในสาขาใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมให้กับ Parasite ไปก็ตาม กลายเป็นหนังที่ชิง Best Picture เรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในบ้านเรา ซึ่งดูเหมือนจะมาในเวลาที่เหมาะสมอย่างมาก เพราะเรื่องราวในภาพยนตร์แม้จะเล่าถึงช่วงที่กองทัพนาซีครองเยอรมัน แต่สามารถฉายภาพสถานการณ์ด้านการเมืองปัจจุบันในบ้านเรา ได้อย่างไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

          หนังเล่าถึง โจโจ้ (รับบทโดย โรมัน กริฟฟิน เดวิส) เด็กหนุ่มชาวเยอรมันที่คลั่งไคล้ฮิตเลอร์ เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กที่เข้าฝึกในค่ายนาซี เพื่อหวังจะเป็นทหารและได้ร่วมงานกับผู้นำประเทศ แต่ความเชื่อของโจโจ้ ก็เริ่มจะเปลี่ยนไป หลังเขาค้นพบว่าแม่ของเขา (รับบทโดย สการ์เล็ต โจแฮนสัน) ได้ซ่อนหญิงสาวชาวยิวไว้ในห้องใต้หลังคา ทำให้เขาเริ่มสับสันว่าทำไมแม่ถึงช่วยศัตรู กลุ่มคนที่ฮิตเลอร์พยายามจะกวาดล้าง จากการถูกถ่ายทอดความเชื่อเพียงด้านเดียวมาโดยตลอด โจโจ้เริ่มมองเห็นถึงความแตกต่างและความเป็นจริงของสังคม และได้เติบโตขึ้นท่ามกลางสภาวะสงคราม ที่กองทัพศัตรูกำลังรุกรานเข้ามาในเยอรมนีจากทุกด้าน

          ไม่แปลกใจเลยที่ Jojo Rabbit จะเป็นหนังขวัญใจคอหนังจนกระทั่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในหลายๆสาขา หนังมีข้อดีที่ให้ชื่นชมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมีหัวจิตหัวใจของหนัง และตัวละคร โจโจ้ ที่น่าเอ็นดูและเป็นที่รักของผู้ชมอย่างมาก เป็นหนังที่สามารถผสมผสานอารมณ์ตลกร้าย ความใสบริสุทธิ์ของตัวละคร กับสภาพความเป็นจริงที่แสนหดหู่ที่อย่างพอเหมาะ บาลานซ์อารมณ์ทั้งหมดอย่างพอดิบพอดี จนกระทั่งทุกปมทุกฉากในหนังล้วนได้ผล และเชื่อว่าน่าจะทำงานกับผู้ชมส่วนใหญ่เป็นอย่างดี ทั้งหมดทั้งมวลต้องชื่นชมบทภาพยนตร์และทิศทางการกำกับหนังของ ไทก้า ไวติติ ที่สามารถเล่าเรื่องเครียดๆให้ออกมาน่ารัก แต่ขณะเดียวกันก็ยังน่าเชื่อถือ และหนักแน่นในประเด็นที่ต้องการจะสื่อสาร

          อีกส่วนสำคัญที่ Jojo Rabbit ทำได้ดีอย่างมากคือการแสดง น่าจะเป็นหนังอีกเรื่องที่มีทีมนักแสดงที่ค่อนข้างแข็งแรงเลยทีเดียว เริ่มจาก โรมัน กริฟฟิน เดวิส เด็กน้อยวัย 13 ปีกับภาพยนตร์เรื่องแรก เขามีเสน่ห์อย่างมาก และสามารถทำให้ผู้ชมอินกับตัวละครโจโจ้ได้ตั้งแต่แรก รวมไปถึง อาร์ชี เย็ตท์ เด็กน้อยวัย 11 ปีที่รับบทเป็นเด็กอ้วนแว่นเพื่อนสนิทของโจโจ้ที่ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว ทั้งคู่เป็นตัวแทนความใสซื่อได้อย่างน่าเอ็นดู รวมถึง โทมาซิน แมคเคนซีย์ นักแสดงสาวที่รับบทเป็นสาวชาวยิว ที่ซ่อนตัวใต้หลังคาบ้านโจโจ้ เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีส่วนสำคัญกับความเชื่อของโจโจ้อย่างมาก เธอแสดงได้ดีแบบกำลังพอเหมาะ ดูแล้วเข้าใจในการกระทำของตัวละคร ฟากนักแสดงผู้ใหญ่ ที่โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้น สการ์เล็ต โจแฮนสัน ในบทบาทคุณแม่ของโจโจ้ เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีมิติ และเธอแสดงได้หลากหลายอารมณ์อย่างมาก ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะมาทางสายฮา ไม่ว่าจะเป็น แซม ร็อคเวลล์, เรเบล วิลสัน รวมถึง ไทก้า ไวติติ ผู้กำกับของหนังที่เล่นเป็น ฮิตเลอร์เวอร์ชั่นติ๊งต๊อง ซึ่งเป็นบุคคลในจินตนาการของโจโจ้ ล้วนสร้างสีสันให้กับหนังได้อย่างดีเยี่ยม

          นอกจากบทภาพยนตร์ และทีมนักแสดงแล้ว อีกส่วนที่โดดเด่นและทำให้หนังดูแตกต่าง คือ ออกแบบงานสร้าง เป็นหนังที่ Production Design ดูสวยงามมาก บวกกับงานเสื้อผ้าหน้าผม และการเคลื่อนกล้องอย่างน่าสนใจ ทำให้หนัง Jojo Rabbit เป็นหนังที่มีเสน่ห์ ในแทบทุกมิติจริงๆ รวมไปถึงเพลงและดนตรีประกอบที่เลือกมาใช้อย่างมีรสนิยม หยิบเอาหลายเพลงที่คุ้นหู ในเวอร์ชั่นที่ต่างแตกมาใช้อย่างถูกจังหวะ เป็นหนังที่ผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างพอดิบพอดีและมีเสน่ห์ไปเสียหมด

          สรุปแล้ว Jojo Rabbit คือหนังดีที่ดูสนุกมากอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรพลาด เมื่อหนังเข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว ยิ่งเป็นโอกาสดีอย่างมาก เพราะงานสร้างเหมาะกับการดูบนจอใหญ่ถ้ามีโอกาส เป็นหนังอีกเรื่องที่มีคุณภาพทั้งในแง่ของบท การกำกับ งานสร้างและการแสดง รวมไปถึงยังมีคุณค่าทางสังคมอีกด้วย สิ่งที่หนังพยายามจะเล่าและสื่อสาร แม้เหตุการณ์ในหนังจะผ่านพ้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็ยังเข้ากับยุคสมัยในหลายสังคมอย่างไม่น่าเชื่อ

(ให้ 9 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM