HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          หลังจากปล่อยให้แฟนๆดูแอนิเมชั่นภาคต่อมาหลายปี ล่าสุดปีนี้ พิกซาร์ แอนิเมชั่นก็กลับมาพร้อมกับหนังใหม่ที่ไม่ใช่ภาคต่อ เป็นหนังที่มาพร้อมกับไอเดียสดใหม่เรื่องแรกนับตั้งแต่ Coco ซึ่งมาทีเดียวถึง 2 เรื่องเลย นั่นคือ Soul ที่วางโปรแกรมฉายไว้กลางซัมเมอร์ช่วงเดือนมิถุนายน และ Onward ที่วางโปรแกรมเข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งหนังเป็นผลงานชิ้นล่าสุดของ แดน สแกนลอน ผู้กำกับสายฮาจาก Monster University ที่หยิบเอาเรื่องราวของคุณพ่อตัวเองที่เสียชีวิตไปแล้ว มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนัง โดยเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง จากเรื่องราวของตัวเขาและพี่ชาย กลายมาเป็นเรื่องราวของสองพี่น้องชาวเอล์ฟในหนังเรื่องนี้

          โลกในหนัง Onward คือโลกแห่งแฟนตาซี ที่เริ่มต้นด้วยสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีในโลกแห่งความเป็นจริง อาทิ เอล์ฟ หรือม้ายูนิคอร์น พวกมันใช้ชีวิตในโลกดังกล่าวโดยมีพลังวิเศษและเวทมนตร์เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือในการใช้ชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาได้เรียนรู้ถึงวิทยาศาสตร์ จากการจุดไฟด้วยพลังวิเศษ หลอดไฟหรือเตาแก๊ส ซึ่งใช้งานสะดวกกว่าก็เข้ามาแทนที่ เวทมนตร์จึงค่อยๆเลืิอนลางจางหายไปจากโลกดังกล่าว จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบันที่แทบจะคล้ายกับโลกมนุษย์ในยุคนี้ เอียน (พากย์เสียงโดย ทอม ฮอลแลนด์) คือเด็กหนุ่มขี้หวาดระแวง ไม่ค่อยกล้าทำอะไร เขาใช้ชีวิตอยู่กับแม่และพี่ชาย บาร์ลีย์ (พากย์เสียงโดย คริส แพร็ตต์) ชายหนุ่มที่ไม่หวาดกลัวในการทำอะไร และคลั่งไคล้เรื่องเวทมนตร์ พวกเขาทั้งสามอยู่กันตามลำพังหลังคุณพ่อป่วยและจากไปเมื่อนานมาแล้ว จนกระทั่งวันเกิดของเอียน แม่ได้นำของขวัญที่พ่อฝากไว้มาให้ เป็นไม้กายสิทธิ์ที่สามารถเสกให้พ่อของพวกเขากลับมาได้ 1 วัน แต่ปัญหาหลักคือ หินวิเศษนั้น มีพลังไม่เพียงพอ เอียนและพี่ชายจึงต้องออกผจญภัยครั้งใหม่ เพื่อตามหาหินวิเศษที่จะพาพ่อเข้ากลับมา ภายในเวลาจำกัดที่เหลืออยู่เพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น

          โดยรวม Onward ถือว่าเป็นหนังมาตรฐานกลางๆสำหรับค่ายพิกซาร์ ด้วยตัวพล็อตอาจจะไม่ได้ว้าวหรือลึกซึ้งมากเท่าหนังระดับ Inside Out หรือ Coco แต่ก็ไม่ได้บางเบาเท่า The Good Dinosaurs หรือ Cars อยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าพอใจอยู่สำหรับแฟนหนังค่ายนี้ เป็นหนังที่สามารถดูได้อย่างเพลิดเพลินและอิ่มเอมพอสมควร เนื้อแท้ของ Onward จริงๆแล้วเป็นหนังผจญภัย ที่แก่นคือหนังประเภท Road Movie ที่ตัวละครต้องออกเดินทาง และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากระหว่างทาง ในขณะเดียวกันหนังก็เป็น Coming-of-Age ไปในตัว เมื่อตัวละครสองพี่น้องได้พบเจอกับบางสิ่งบางอย่าง ทำให้พวกเขาได้เติบโตขึ้น และพัฒนาตนเองจากตอนที่หนังเริ่ม ไปเป็นอีกคนที่ดีกว่าในช่วงเวลาที่หนังกำลังจะจบ

          แม้ว่าตัวเส้นเรื่องของ Onward จะไม่ได้แปลกใหม่พิศดารอะไรมาก แต่ด้วยความที่เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในโลกแฟนตาซีที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้หนังสามารถสร้างสรรค์ฉากที่สนุกสนานได้มากมาย อาทิ ตัวละครในโลกวิเศษใช้สมาร์ทโฟน มันก็เกิดเรื่องแปลกๆขึ้นมาได้แล้ว รวมไปถึงเปิดทางให้หนังได้ครีเอทมุกตลกมากมายมาใช้ในหนังอีกด้วย (แบบเดียวกับที่ผู้กำกับท่านนี้ เคยทำได้ดีกับการเล่นมุกใน Monster University มาแล้ว แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ฮามากเท่าก็ตาม) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มากเพียงพอ ที่จะทำให้ผู้ชมไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางของสองตัวละครระหว่างที่หนังกำลังดำเนินเรื่องไปได้

          และสิ่งที่ค่อนข้างเซอร์ไพรสคือ Onward ค่อนข้างทำได้ดี เมื่อบทสรุปของหนังมาถึง กลายเป็นว่า ประเด็นหลักที่หนังต้องการจะสื่อสารกับผู้ชมนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย คาดว่าผู้ชมจำนวนไม่น้อยน่าจะสามารถเชื่อมโยงอารมณ์เข้ากับตัวละครในหนังได้ จากหนังผจญภัยตลอดทั้งเรื่อง ช่วงไคลแม็กซ์หนังก็สามารถปล่อยหมัดฮุค ทำให้แฟนๆประทับใจได้อย่างไม่ยาก แม้ว่าหนังจะไม่ได้เล่นท่ายากก็ตาม จุดนี้ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษที่หนังพิกซาร์ส่วนใหญ่ มักจะทำได้ดีเสมอ หยิบเอาประเด็นใกล้ตัวมาทำให้เราจุก (และไม่ค่อยจะซ้ำทางกันด้วย)

          จุดด้อยที่อาจจะเห็นได้ชัดสุดสำหรับ Onward คือการออกแบบงานสร้าง ต้องยอมรับว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ได้น่ารักหรือสวยงาม จนกระทั่งทำให้แฟนๆคลั่งไคล้และอุดหนุนของที่ระลึกได้ รวมไปถึงการดำเนินเรื่องที่เชื่อว่าค่อนข้างง่ายดายเกินไป หลายๆประเด็นในหนังคลี่คลายแบบรวดเร็วไม่น่าเชื่อ แต่อย่างไรก็ตาม Onward ก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มหนังพิกซาร์ที่สามารถทำให้คอหนังเพลิดเพลินได้ สนุกไปกับฉากผจญภัยต่างๆ หัวเราะไปกับมุกสุดสร้างสรรค์ และอิ่มเอมกับประเด็นของหนังในช่วงท้ายสุด

(ให้ 7.5 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM