EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       คำถามที่เกิดขึ้นเยอะเหลือเกิน สำหรับหนัง The Grudge เรื่องใหม่นี้ คือ สถานะของมันคืออะไรกันแก่ เป็นภาคต่อ เป็นภาคก่อน เป็นรีเมก หรือเป็นอะไร ผู้สร้างหนังอธิบายว่ามันคือ Sidequel หรือภาคแยกที่เล่าเรื่องขนานไปกับภาคแรกนั่นเอง หลังจากเหตุการณ์ในหนัง The Grudge ฉบับรีเมกของ Ju-On เมื่อปี 2004 (ที่นำแสดงโดย ซาร่าห์ มิชเชล เกลลาร์) หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องคู่ขนานไปกับหนังเรื่องดังกล่าว เมื่อมีตัวละครหนึ่ง ชื่อ ฟิโอน่า แลนเดอร์ ดันไปยังบ้านอาถรรพ์ในโตเกียว และบินกลับมายังบ้านตัวเองในอเมริกา ทำให้เธอพาอาถรรพ์นั้นกลับมาด้วย และในคืนดังกล่าวเธอก็ฆ่าล้างครอบครัว ก่อนที่หนังจะตัดมาสู่ในอีก 2 ปีถัดมา เมื่อนักสืบหญิงมัลดูน เดินทางมารับตำแหน่งตำรวจที่เมืองดังกล่าว พร้อมกับลูกชาย หลังจากที่เธอสูญเสียสามีจากโรคมะเร็ง การมายังเมืองที่เกิดเหตุ ทำให้เธอทราบถึงคดีของแลนเดอร์ และอีกหลายคดีปริศนาที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนั้น เมื่อเธอยิ่งสืบ ยิ่งถลำลึกลงไป แบบยากที่จะถอนตัว

       สิ่งที่สร้างความฮือฮาทันทีที่ The Grudge ออกฉายวันแรกในอเมริกา คือการที่หนังได้คะแนนเฉลี่ยผู้ในอเมริกาหรือ Cinema Score เกรด F ซึ่งเป็นเกรดต่ำสุด และไม่ได้มีการแจกเกรดนี้ให้กับหนังเป็นเวลานานหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ Mother ของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีการแบ่งขั้วผู้ชมอย่างชัดเจน การที่ The Grudge คว้าเกรดดังกล่าวมาได้ สร้างความหวาดกลัวให้กับแฟนหนังผีจำนวนมาก แต่ถูกคาดเดาก่อนดูไปแล้วว่ามันจะย่ำแย่เบอร์ไหน แต่ผลปรากฏคือ The Grudge แม้จะไม่ใช่หนังผีคุณภาพแถวหน้า ระดับ The Conjuring แต่มันก็ยังพอจะบันเทิงและมีสิ่งให้ชื่นชมอยู่บ้าง แม้ว่าตัวหนังเองจะมีข้อบกพร่องมากมายพอสมควรเลยทีเดียว

       ปัญหาหลักของ The Grudge คือการบิ้วอารมณ์ผู้ชม สิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง และน่าจะสะใจคอหนังไม่น้อย คือหนังมีฉากปล่อยผีออกมาหลอกคนดูจำนวนมาก รวมถึงฉากแรกที่เข้าหนังมาไม่เกิน 30 วินาที ก็มีฉากปล่อยผีออกมาเขย่าขวัญผู้ชมแล้ว แต่นั่นอาจจะเป็นการเข้าใจผิดของผู้สร้าง เพราะหนังผีที่เวิร์คส่วนใหญ่นั้น จะต้องใช้เวลาในการนวด ในการค่อยๆเร้าอารมณ์ผู้ชม จนกระทั่งไปสู่จุดไคลแม็กซ์ นั่นคือการที่ผีออกมา ต้องค่อยๆสร้างความหวาดกลัวไปเรื่อยๆ คาดเดาไม่ได้ว่าผีจะออกมาตอนไหน แต่สำหรับ The Grudge ในฉบับนี้ คือจะมาก็มา แล้วก็ผ่านไปโดยไม่ได้เน้นหรือให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก ทั้งๆที่หลายฉาก ออกแบบผีมาค่อนข้างเวิร์คเลยทีเดียว แต่หนังไม่ใช้เวลาบิ้วมากพอ ท้ายที่สุดเลยจบที่ ฉากผีเหล่านั้น ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวใดๆ

       ปัญหาอีกอย่างสำหรับ The Grudge ฉบับใหม่นี้ คือการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น ถ้าให้แยกจริงๆแล้ว หนังเรื่องนี้มีมากถึง 5 เส้นเรื่องด้วยกัน และเลือกใช้วิธีการตัดสลับไปมา แต่ละไทม์ไลน์ โดยมีตัวละครนักสืบมัลดูน เป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงเส้นเรื่องในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งนั่นนำมาสู่ปัญหา คือหนังมีตัวละครและเส้นเรื่องเยอะมากเกินจำเป็น สามารถตัดออกได้ในบางไทม์ไลน์ รวมถึงลดความซับซ้อนลง เพราะนี่คือหนังผี ซึ่งต้องการอารมณ์ร่วมมาก พอมีการตัดสลับบ่อยครั้ง นอกจากจะสร้างความสับสนแล้ว ยังทำให้คนดูไม่โฟกัสกับตัวละคร การที่จะเอาใจช่วย ช่วยให้รอด ช่วยให้ปลอดภัยนั้น ก็เลยลดลงไปโดยปริยาย ด้วยความที่หนังยาวแค่ 90 นาที ทำให้ต้องแชร์เวลาบนหน้าจอกัน เมื่อผู้ชมไม่อินกับตัวละครใด ก็พาลให้ไม่อินกับหนังและฉากเขย่าขวัญไปด้วย

       อย่างไรก็ตาม The Grudge ฉบับใหม่นี้ ยังมีข้อดีที่น่าชื่นชมอยู่บ้าง แม้หนังจะตัดสลับไปมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีบางมุกในการตัดต่อที่เชื่อมโยงอย่างน่าสนใจ (จนบางครั้ง ผู้ชมในโรงถึงกับอุทานว่า เอาอย่างนี้กันเลยหรอ) การออกแบบงานสร้างของหนัง ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี ยังดูแพง ไม่เหมือนกับหนังผีที่เกรดต่ำลงไปจากนี้ ด้วยความที่หนังเป็นผลงานของสตูดิโอใหญ่ ยังถือว่าควบคุมงานภาพบนจอให้ออกมาดูดีพอสมควร แม้ว่างานบทและการตัดต่อ จะสร้างความสับสนมากอยู่ก็ตาม

       โดยรวม The Grudge ภาคใหม่นี้ จึงจบลงด้วยการที่เป็นหนังผีแห่งความพยายาม พยายามจะใส่ฉากผีหลอกคนดูจำนวนมาก พยายามจะเพิ่มความซับซ้อนในการเล่าเรื่อง แต่กลับไม่เวิร์กแต่อย่างใด ท้ายที่สุด จึงกลายเป็นหนังผีทั่วๆไป ที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้ชื่อว่า The Grudge ก็ได้ ถ้าตัดฉากโตเกียวในสองนาทีแรกออกไป หนังสามารถใช้ชื่ออื่น และเป็นหนังผีเรื่องอื่นก็ได้ สำหรับแฟนของ Ju-On อาจจะรู้สึกเช่นนั้น ว่าหนังพยายามยืมแบรนด์ดิ้งมาขายของ มากกว่าที่จะเอาจิตวิญญาณของหนังThe Grudge มาใช้แบบจริงๆให้คุ้มค่า

(ให้ 5 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM