HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       นี่คือโปรเจ็คหนังฟอร์มยักษ์เรื่องแรกของปี 2020 แต่กว่าจะมาถึงวันฉายนี้ก็เจ้าปัญหาใช่เล่น เพราะเดิมทีหนังประกาศสร้างตั้งแต่ปี 2017 ด้วยความฮือฮาว่า โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ พระเอก Iron Man จะคว้าบทบาทเป็นด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ลฉบับใหม่ พร้อมด้วยเหล่ากองทัพคนดังที่จะมาพากย์เสียงเป็นสัตว์น้อยใหญ่ในหนัง จากกำหนดฉายเดิมช่วงซัมเมอร์ 2019 หนังถูกเลื่อนมาเป็นสุดสัปดาห์นี้ด้วยหลายสาเหตุ ทั้งวันฉายเดิมที่ใกล้ Avengers : Endgame มากเกินไป จนทำให้ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ อาจจะไม่มีคิวโปรโมตเพียงพอ และกระแสตอบรับจากรอบทดลองของหนัง ที่ไม่สู้จะดีนัก ทำให้ต้องมีการถ่ายทำซ่อมเกิดขึ้น เพื่อให้หนังออกมาสมบูรณ์มากที่สุด ส่งผลให้หนังเรื่องนี้ ใช้ทุนสร้างไปมากถึง 175 ล้านเหรียญฯ เยอะระดับหนังบล็อคบัสเตอร์กันเลยทีเดียว

       สำหรับการขึ้นจอในครั้งนี้ของ ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 ในรูปแบบภาพยนตร์ ถัดจากหนังใหญ่เวอร์ชั่นแรกเมื่อปี1968 ที่เข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย มาจนถึงเวอร์ชั่น เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ที่คอหนังคุ้นเคยกันอยู่ เมื่อปี 1998 จนกระทั่งมาถึงฉบับล่าสุด ที่ดูจะยึดรูปแบบจากต้นตำรับ ที่เป็นหนังสือเด็กมากที่สุด เพราะเล่าเรื่องย้อนกลับไปในสมัยยุคควีนวิคตอเรีย ต่างจากฉบับของเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ที่เป็นสัตว์แพทย์ในสมัยปัจจุบัน โดยหนัง Dolittle เล่าถึงสัตวแพทย์ที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ทุกประเภทได้ ไล่ตั้งแต่สัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ ทำให้เขาใช้ความสามารถนี้ในการรักษาและเยียวยาเพื่อนร่วมโลกนอกจากมนุษย์ สำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ของ ด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ล เกิดขึ้นเมื่อควีนวิคตอเรียทรงประชวรหนัก และทางเดียวที่จะรักษาได้คือการออกเดินเรือไปยังเกาะลึกลับแห่งหนึ่ง เพื่อตามหาพืชสมุนไพรในตำนาน ที่จะเป็นยารักษาได้ แต่ทางเดียวที่จะเจอเกาะลับนี้ คือการเปิดสมุดไดอารี่ของอดีตภรรยาของดูลิตเติ้ลที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงดูเหมือนว่าทริปครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการตามหายาเพื่อรักษาราชินีแล้ว ยังเป็นการเยียวยาสภาพจิตใจของดูลิตเติ้ลอีกด้วย

       สิ่งที่ดีที่สุดของหนัง Dolittle ฉบับใหม่นี้ คือ เหล่าบรรดาแก๊งสัตว์ที่แวดล้อมอยู่รอบๆตัวละครของดูลิตเติ้ล ซึ่งแทบทุกตัวละครต่างมีเสน่ห์และสร้างสีสันได้อย่างดีเยี่ยม ตัวละครสัตว์เหล่านี้มีความแปลก แลแตกต่างจากหลายๆเรื่อง ทำให้หนังสนุกขึ้นอีกเป็นกอง นอกจากนี้เรายังสนุกกับการนั่งทายว่าคนดังคนไหน พากย์เสียงเป็นสัตว์ตัวใด (ส่วนตัวผู้เขียนจำไม่ได้ก่อนเข้าโรงว่าใครพากย์เป็นใครบ้าง) ทำให้หนังที่ดูเหมือนจะเหมาะสำหรับเด็กเท่านั้น ดูสนุกขึ้นมาสำหรับผู้ใหญ่ และหลายมุกจากสัตว์เหล่านี้ ก็ขำได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย สีสันที่มากมายจากแก๊งนี้ ทำให้ขโมยซีนตัวละครหลักอย่าง ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ในเวอร์ชั่นของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ไปเลย ซึ่งน่าเสียดายมากที่เขากลับเลือกนำเสนอตัวละครนี้ ในคาแร็คเตอร์ที่ค่อนข้างซ้ำ ไม่ฉีกจากบทในยุคหลังของเขา อย่างบท โทนี่ สตาร์ก และเชอร์ล็อค โฮมส์ แถมยังมีกลิ่นอายของ แจ็ค สแปโรว์ จาก Pirates of the Caribbean อีกด้วย แม้ว่านี่จะเป็น ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ที่เราเหมือนเห็นความเป็น โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ มากกว่าเสียอีก

       อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในหนัง Dolittle ฉบับนี้ คือความลงตัวในการเล่าเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการแก้ไขหนังในการถ่ายทำซ่อม ทำให้เห็นจุดที่ยังไม่ราบลื่นในการเล่าเรื่องและการตัดต่อมากนัก บางจังหวะยังเชื่อมต่อระหว่างฉากแบบแปลกๆ และหลายซีนยังมีรายละเอียดที่ไม่แพรวพราวมากพอ ทั้งๆพล็อตเกี่ยวกับคนที่พูดกับสัตว์ได้ เอื้อให้เกิดมุกตลกและซีนฮาๆได้มากกว่านี้อีก แต่กลับกลายเป็นว่าหลายซีน โดยเฉพาะครึ่งแรก มีความมึนๆอึนๆอยู่ จึงเสียดายส่วนประกอบต่างๆ ที่ดูจะมีคุณค่าอย่างมาก แต่กลับปรุงออกมา ไม่ได้อรรถรสแบบที่ควรจะเป็น อีกทั้งทุนสร้างระดับ 175 ล้านเหรียญฯ เชื่อว่าคนดูจะคาดหวังหนังที่โปรดักชั่นดูใหญ่โต หรืองานคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ชวนตื่นตามากกว่านี้

       อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของ Dolittle แม้ว่าจะเห็นบาดแผล และการเสียดายโอกาสในหลายจุด แต่หนังก็ยังเต็มไปด้วยความบันเทิงที่เพียงพอ มีมุกตลกที่ทำงานได้ดี และคาแร็คเตอร์สัตว์ที่มีสีสัน สามารถดูเพลินๆอยู่ ดูจะเป็นหนังที่เหมาะกับการเข้าชมพร้อมกันทั้งครอบครัวมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กประถมที่ดูเหมือนหนังน่าจะทำงานได้ดีที่สุดกับผู้ชมในกลุ่มนี้

(ให้ 7 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM