EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       เอาเข้าจริงก็หนักใจแทน เจ.เจ.อัมรามส์ เพราะการสร้าง Star Wars : The Rise of Skywalker ต้องแบกความคาดหวังระดับมหาศาลเอาไว้ เพราะหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่หนัง Star Wars ทั่วๆไป แต่มันคือบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด มันไม่ใช่แค่หนังปิดไตรภาค ที่จะเล่าถึงตอนจบของ The Force Awakens และ The Last Jedi เท่านั้น แต่มันรวมถึงการเป็นบทสุดท้ายของตระกูลสกายวอล์คเกอร์ที่ดำเนินเรื่องราวมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปีอีกด้วย นอกจากนี้ กระแสตอบรับที่มีต่อภาคที่แล้วอย่าง The Last Jedi ที่เสียงแตกอย่างชัดเจน แต่เสียงจากแฟนๆของ Star Wars นั้นค่อนข้างไม่ชอบ กลายเป็นหน้าที่ เจ.เจ.อัมรามส์ ที่ต้องมากู้สถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แถมยังต้องจบเรื่องราวทั้งหมดอีกด้วย น่าหนักใจจริงๆ

       สำหรับภาคสุดท้ายนี้ เล่าเหตุการณ์ประมาณ 1 ปีหลังจาก The Last Jedi เมื่อเหล่ากลุ่มกบฏ ที่นำทีมโดย เลอา (รับบทโดย แคร์รี่ ฟิชเชอร์ ผู้ล่วงลับ) ต้องต่อสู้กับกลุ่มเฟิร์สออเดอร์ ซึ่งกำลังสำคัญของกลุ่มกบฏ ประกอบด้วย สามเพื่อนซี้อย่าง เรย์, ฟินน์ และโพ (รับบทโดย เดซี่ ริดลี่ย์, จอน บาโยก้า และออสการ์ ไอแซค ตามลำดับ) พวกเขาต้องหยุดยั้งการรุกรานของจักรวรรดิ ที่ตอนนี้นำโดย ไคโร เลน (รับบทโดย อดัม ไดรเวอร์) ซึ่งได้ยินเสียงประหลาดจากคนตายไปแล้ว อย่าง พัลพาทีน ผู้นำของซิธ นำไปสู่สงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง เจได กับ ซิธ ในขณะเดียวกัน เรย์ ก็ต้องไขปริศนาถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ ว่าท้ายที่สุดแล้วเธอเป็นใคร มาจากไหนกันแน่ ?

       สำหรับแฟนเดนตายของ Star Wars นี่น่าจะเป็นหนังภาคที่พวกเขาสมใจอยาก เพราะมีความคล้ายคลึงกับภาคก่อนๆ (ยกเว้น The Last Jedi) สูงมาก ในแง่ของสไตล์การเล่าเรื่อง รวมไปถึงมีฉากและตัวละครเอาใจแฟนๆแบบเยอะมาก เยอะแบบที่ว่าผู้ชมขาจรทั่วไป อาจจะงงได้ว่านี่คือใคร มาจากไหน และมีความสำคัญอย่างไร ในแง่ของการเป็นภาคจบ ถือว่า The Rise of Skywalker จบได้อย่างสวยงาม และน่าจะพึงพอใจแฟนๆอยู่ไม่น้อย แม้ว่าระหว่างทางจะมีอะไรที่ขรุขระบ้าง แต่หนังก็สามารถเข้าเส้นชัยได้ และเชื่อว่ากลุ่มแฟนประจำ ที่ติดตามมาตลอดตั้งแต่ A New Hope น่าจะยิ้มออก กับเส้นทางชีวิตของตระกูลสกายวอล์คเกอร์ที่พวกเขาติดตามมาตลอด

       ในขณะเดียวกัน ปัญหาหลักของ Star Wars : The Rise of Skywalker คือการที่หนังกลับไปเล่นท่าเดิมๆ จนกระทั่งคาดเดาได้ อย่างที่กล่าวไป สำหรับภาคนี้สไตล์การเล่าเรื่อง แทบจะไม่ต่างจากไตรภาคต้นฉบับ หรือภาค The Force Awakens มันเป็นรูปแบบที่แฟนๆของ Star Wars คุ้นเคย จน เจ.เจ.อัมรามส์ เลือกนำมาใช้ ไม่อยากแหวกแนว แบบไรอัน จอห์นสัน ในภาคก่อน จนกระทั่งทำให้หนังเสียงแตก (และแฟนประจำส่วนใหญ่ไม่ชอบ) เหมือนว่าภาคนี้ เจ.เจ. พยายามจะเน้นเอาใจแฟนคลับ จนกระทั่งไม่กล้าทำอะไรแปลกใหม่ออกไปเลย ทำให้หนังค่อนข้างขาดเซอร์ไพรส แม้ว่าหนังจะมีการเฉลยปม หรือหักมุมบางอย่าง ก็ไม่ได้มีอะไรที่ว้าว หรือเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด กลายเป็นหนังที่มีลีลาซ้ำเดิม ถ้าคนชอบก็จะชอบ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ขาดความสร้างสรรค์ (ซึ่งผิดวิสัย เจ.เจ.อัมรามส์ มาก)

       แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าของ The Rise of Skywalker สำหรับผู้เขียน คือจังหวะการเล่าเรื่อง ที่ค่อนข้างเร่งรีบ เหมือนหนังพยายามจะเข้าเส้นชัยตลอดเวลา เข้าใจว่าหนังพยายามจะไม่ให้ยาวเกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ ณ ตอนนี้ทุกอย่างดูอัดแน่นเกินความจำเป็น หนังสามารถยืดเวลาได้อีก และทอดอารมณ์ในบางฉาก เพื่อให้ผู้ชมสามารถอินกับตัวละครได้ มีหนักเบาตามจังหวะ แต่ภาคนี้ค่อนข้างเป็นท่อนๆที่ให้อารมณ์ราบเรียบเท่ากันไปหมด จนกระทั่งไม่อินกับตัวละครหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆที่นี่คือภาคสรุป ควรจะเล่นกับความ Emotional ได้มากกว่านี้ เหมือนหนังพยายามรวบรัดให้เก็บครบ จบกระบวนความจนเกินไป

       ในแง่ของการแสดงไฮไลต์หลักคงหนีไม่พ้น อดัม ไดรเวอร์ ในบทของ ไคโร เลน ที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีอะไรให้แสดงพอสมควร ยิ่งคอหนังหลายคนเพิ่งผ่านตาเขาจาก Marriage Story มา จะเห็นพัฒนาการแสดงของเขามากขึ้นมา ส่วน เดซี่ ริดลี่ย์ ยังทำได้ดีกับบทตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราว แต่ยังชัดเจนว่าการแสดงของเธอยังคนละระดับกับ อดัม ไดรเวอร์ โดยเฉพาะหลายๆซีนที่ทั้งคู่ต้องส่งพลังให้กัน ในขณะที่นักแสดงท่านอื่นๆ ก็มีบทบาทลดหลั่นกันไป แต่ที่คนรอดูสุด คงหนีไม่พ้น แคร์รี่ ฟิชเชอร์ นักแสดงผู้ล่วงลับในบทของเลอา ซึ่งเธอเสียชีวิตไปก่อนที่หนังจะถ่ายทำ ดังนั้นฟุตเทจส่วนใหญ่ในภาคนี้ จึงมาจากการที่เคยถ่ายไว้ในภาคก่อนๆ ถ้ามานั่งดูกันจริงๆ ก็มีความไม่เนียน หรือพยายามใช้ของเท่าที่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้โดดอะไรจนน่าเกลียด ถือว่าเป็นการส่งท้าน แคร์รี่ ฟิชเชอร์ กับจักรวาล Star Wars อย่างน่าพึงพอใจ

       โดยรวม Star Wars : The Rise of Skywalker น่าจะเป็นอีกหนึ่งภาคไม่แพ้ The Last Jedi ที่ก่อให้เกิดกระแสคำวิจารณ์ที่หลากหลายอย่างแน่นอน ด้วยตัวหนังเองที่ไม่สามารถสร้างมติเอกฉันท์จากคนดูได้ น่าจะมีทั้งกลุ่มที่ชอบมาก และไม่ชอบเลย ซึ่งต้องยอมรับว่า ตัวหนังเองมีทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างเด่นชัด อยู่ที่ว่าคุณจะรู้สึกกับจุดไหนมากกว่ากัน แต่ในเมื่อมันคือ Star Wars ภาคจบ ก็ต้องจัดเข้ากลุ่มหนังต้องดูนั่นแหละ แต่แนะนำว่าสำหรับแฟนๆขาจร ที่ไม่ได้ติดตาม Star Wars ประจำ อาจจะต้องทำการบ้านเรื่องตัวละครและภาคก่อนหน้าสักนิด เพื่อให้เข้าไปดูจะได้รับความบันเทิงในระดับที่น่าพอใจ

 

(ให้ 7.5 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM