EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ในเหล่าบรรดาหนังเก่าที่ค่ายโซนี่หยิบมาปัดฝุ่นสร้างภาคใหม่นั้น Jumanji : Welcome to The Jungle ถือว่าประสบความสำเร็จสุด เพราะสามารถสร้างกระแสปากต่อปากจนกระทั่งกวาดรายได้ในอเมริกาไปในระดับ 400 ล้านเหรียญฯได้ (ซึ่งถือว่าเยอะมาก) จึงไม่แปลกใจที่ทางค่ายจะไฟเขียวสร้างภาคต่อในแบบทันที จนกลายมาเป็น Jumanji : The Next Level ที่รวมทีมผู้กำกับจากภาคที่แล้วอย่าง เจค คาสดาน และทีมนักแสดงนำกลับมากันครบ แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าสำหรับภาคนี้ คือเมื่อเหล่าตัวละครกลับไปยังโลกของเกมจูแมนจี้แล้ว จะทำอย่างไรให้มันสดใหม่ และแตกต่างจากเดิม?

       โจทย์ที่ท้าทายนี้ นำมาสู่ตัวพล็อตเรื่อง ที่เล่าเหตุการณ์ 3 ปีหลังจากภาคแรก เมื่อเหล่าแก๊งเพื่อนแยกย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัยในที่ต่างๆ และทุกคนดูจะมีความสุขหมด ยกเว้น สเปนเซอร์ เขาจึงตัดสินใจกลับเข้าไปยังโลกจูแมนจี้อีกครั้ง เพื่อไปเอาของบางอย่าง เดือดร้อนถึงแก๊งเพื่อนที่ต้องตามสเปนเซอร์เข้าไปช่วยเหลือในเกมอีกครั้ง แต่ความสนุกในครั้งนี้ คือ คนที่หลุดเข้าไปในเกมนั้น ไม่ได้มีแค่วัยรุ่น 4 คน แต่คุณตาของสเปนเซอร์ (รับบทโดย แดนนี่ เดอ วีโต้) คนแก่ขี้บ่น กับเพื่อนสนิทของเขาอย่าง ไมโล (รับบทโดย แดนนี่ โกลเวอร์) ซึ่งมีปัญหาบาดหมางกันอยู่ กลับหลุดเข้าไปในโลกของเกมนี้ด้วย

       ทุกอย่างในโลกของ จูแมนจี้ แทบจะเหมือนเดิมหมด แต่สิ่งที่ทำให้ Jumanji : The Next Level สดใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ คือการเป็นคาแร็คเตอร์ของแต่ละตัวละคร ในภาคที่แล้ว ร่างอวตารตัวละครของ ดเวย์น จอห์นสัน ถูกสวมโดย สเปนเซอร์ เด็กหนุ่มนิสัยไม่ค่อยกล้า พระเอกของเรื่อง แต่ในภาคนี้ สเปนเซอร์ ไม่ได้เข้าเกมมาในร่างนี้แล้ว ปรากฏเป็นคุณตาของเขานั่นแหละ ที่หลุดมาในร่างนี้ ทำให้ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้เห็น ดเวย์น จอห์นสัน เล่นเป็นตัวละครนิสัยเหมือนคนแก่ ซึ่งแปลกที่แปลกทางและตลกมาก ในขณะที่ เควิน ฮาร์ต จากเพื่อนพระเอกผิวสีในภาคแรก ปรากฏว่า เป็นไมโล ตัวละครเพื่อนของคุณตาสเปนเซอร์ เข้ามาอยู่ในร่างอวตารนี้ ทำให้ เควิน ฮาร์ต เอง ต้องเล่นเป็นคนแก่เช่นเดียวกัน แต่ที่ฮาสุดๆ คือเราจะได้เห็น เควิน ฮาร์ต ที่ปกติแล้วคาแร็คเตอร์คือเป็นคนพูดเร็ว พูดรัวไม่มีหยุด ต้องมาพูดช้าสุดๆ ช้าจนเพื่อนด่า เพราะเขาอายุเยอะ ถือว่าเป็นมุกที่เล่นกับการเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ได้ฮามาก

       ดังนั้น นอกจากความสนุกต่างๆนานานแล้ว เสน่ห์ของ Jumanji : The Next Level เลยถูกเทไปให้กับมุกการเปลี่ยนร่าง สลับร่างแบบเต็มๆ (และไม่ได้มีแค่ในตัวอย่างเท่านั้น) เป็นมุกที่ถูกขยี้แทบทั้งเรื่อง แต่ต่อให้จะเล่นกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ยังสนุกและฮาแตกเหมืิอนเดิม แม้แต่ แจ็ค แบล็ค ที่พากย์ที่แล้ว ต้องเล่นเป็นคาแร็คเตอร์สาวเชียร์ลีดเดอร์ ภาคนี้เปลี่ยนเป็นหนุ่มผิวสีขี้บ่นแทน หนังเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เล่นอะไรฮาๆไม่ซ้ำเดิม ต่อให้ภาพหนังจะเหมือนเดิม เป็นป่าเหมือนเดิม มีฉากแอ็กชั่นคล้ายเกม แต่มุกตลกที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์นี้ ช่วยอุ้มให้หนังฮาได้ตลอดเรื่องจริงๆ

       ย้อนกลับมาที่เหล่าฉากแอ็กชั่นใน Jumanji ภาคนี้ อาจจะไม่ได้แปลกอะไรมากนัก เพราะมีกรอบในเรื่องของสถานที่ที่ค่อนข้างเป็นป่า ภูเขา ทะเลทราย แต่ก็ยังทำได้สนุก ตื่นเต้น และน่าติดตามเหมือนเดิม แต่ที่ทำได้ดีกว่าที่คิด คือมุมอบอุ่นในหนัง ที่มีเส้นเรื่องให้เราตามถึง 2 เส้น นั่นคือ สเปนเซอร์กับ มาร์ธ่า ที่คบกันแต่ห่างกันอยู่ เพราะปัญหาค้างคาใจบางอย่าง รวมถึงคุณตาของสเปนเซอร์กับไมโล ที่เคยเป็นหุ้นส่วนกัน แต่ก็มีปัญหาค้างคาใจ พอทั้งหมดหลุดเข้าไปในโลกของจูแมนจี้ ก็เปิดโอกาสให้ได้เปิดใจกัน (ตามสูตร) ซึ่งจุดนี้เองค่อนข้างเซอร์ไพรส และทำให้หนังกลมกล่อมพอสมควร ไม่ได้จะเอามันส์ หรือเอาฮาเพียงอย่างเดียว

       โดยรวม Jumanji : The Next Level สนุกไม่แพ้ภาคที่แล้วเลย ถ้าใครกำลังมองหน้าหนังผจญภัยสนุกๆ คลายเครียด เรื่องนี้ถือว่าลงตัว และมีมุมที่แตกต่างจากภาคก่อนๆ โดยนักแสดงนำชุดเดิม ล้วนทำหน้าที่ได้อย่างดี ส่วนสมาชิกใหม่อย่าง แดนนี่ เดอวีโต้, แดนนี่ โกลเวอร์ รวมถึว อควาฟิน่า ที่มารับบทเป็นอีกหนึ่งตัวละครในเกม ก็มีบทบาทที่น่าสนใจ และสร้างสีสันได้พอสมควร ถือว่าเป็นหนังบันเทิง ที่สนุกและลงตัวเรื่องนึงเลย

 

(ให้ 8 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM