EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ใครจะไปคิดว่าหนังประเภทตามหาฆาตกร คลี่คลายคดีคนตายปริศนาแบบโคนันยอดนักสืบ จะสร้างกระแสความฮือฮา นักวิจารณ์ต่างเทคะแนนให้ยิ่งกว่าหนังที่สร้างมาเพื่อหวังรางวัลออสการ์ แต่ปรากฏว่า Knives Out สามารถทำได้ ผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน จาก Looper และ Star Wars : The Last Jedi สร้างความฮือฮาตั้งแต่เปิดตัวในเทศกาลหนังโตรอนโต ที่แขกในงานต่างชื่นชมอย่างไม่หยุด ถึงความสนุก ความฮา และความฉลาดของบทภาพยนตร์ จนกระทั่งล่าสุด ยังคงได้คะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์ในเว็บไซด์ Rotten Tomatoes สูงแซงหน้าหนังรางวัลมากมายถึง 96% และดูเหมือนหนังจะสามารถกวาดรายได้ในอเมริกาในสุดสัปดาห์เปิดตัว ได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ด้วย

       Knives Out เล่าเรื่องราวการตายอย่างเป็นปริศนาของ ฮาร์ลาน ทรอมเบล่ย์ (รับบทโดยนักแสดงรุุ่นใหญ่ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) นักเขียนนิยายแนวฆาตกรรมที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเศรษฐี เขาเสียชีวิตในคืนวันเกิดอายุครบ 85 ปีของเขา หลังจากได้เรียกบรรดาลูกๆหลานๆที่ไม่ค่อยถูกกันมารวมตัวเพื่อฉลองวันเกิดให้เขา แม้ว่าเริ่มแรกตำรวจจะวินิจฉัยว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่นักสืบเอกชนอย่าง เบอนัว บล็องค์ (รับบทโดย แดเนี่ยล เคร็ก) กลับคิดว่า นี่คือการฆาตกรรมจากคนในบ้าน เขาจึงค่อยๆเริ่มสืบสวนว่าใครกันแน่ที่เป็นคนร้าย เริ่มจากการสอบสวน ลินดา (รับบทโดย เจมี่ ลี เคอร์ติส) ลูกสาวคนโตของบ้าน โดยมีมาร์ธา (รับบทโดย อนา เดอ อามาส) พยาบาลสาวที่อยู่ข้างกาย ฮาร์ลาน เป็นผู้ช่วยในการสืบคดี

       โดยรวม Knives Out ค่อนข้างจะสมคำร่ำลือ ตลอด 2 ชั่วโมง 10 นาที หนังเล่าเรื่องได้สนุกมาก สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือการสับขาหลอก ทำให้ผู้ชมไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด สำหรับหนังประเภท Whodunit หรือใครกันที่เป็นฆาตกรแบบนี้ หนังสามารถหลอกล่อคนดูได้อยากแยบยล นอกจากจะลุ้นกับเรื่องของใครที่ฆ่าคุณปู่แล้ว มันยังมีปริศนาและเรื่องที่ให้คนดูลุ้นไปกับตัวละครต่างๆอีกหลายประเด็น ดังนั้น ความสนุกจึงไม่ได้แค่การรู้ความจริงว่าใครเป็นฆาตกรรม แต่เป็นอีกหลายปมที่รอการเปิดเผย ทำให้ผู้ชมสามารถเซอร์ไพรสได้ตลอดทั้งเรื่อง

       สิ่งที่ทำให้ Knives Out แตกต่างจากหนังประเภทตามหาฆาตกรเรื่องอื่นๆ คือมันไม่พยายามจะอยู่ใน Mood & Tone ที่ซีเรียสนัก หนังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะหนังตลกร้ายที่ชัดเจน ทำให้หนังมีความแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ และมีเสน่ห์ในแบบของมัน ยิ่งหยิบเอาพล็อตประเภท Dysfunctional Family หรือครอบครัวไปสมประกอบมาใน ทำให้หนังสนุกขึ้นอีกแบบทวีคูณ เพราะในเรื่องนี้ บรรดาลูกหลานไม่ถูกกันเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว พอคุณปู่ตาย ยิ่งทำให้เกิดเหตุการณ์วายป่วงมากมายตามมา พวกฉากเหล่านี้นี่แหละ ถือว่าเป็นสีสันของหนังที่โคตรสนุก ไม่แพ้กับฉากลุ้นระทึกว่าใครคือคนร้ายเลย

       ข้อดีที่สุดของ Knives Out คงหนีไม่พ้นบทภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาดอย่างที่กล่าวไป หนังประเภทตามหาฆาตกรตกม้าตายตอนท้ายมานักต่อนักแล้ว พอหนังเฉลยแบบไม่สมเหตุสมผล หนังทั้งเรื่องก็พังทลายไป (ทั้งๆที่ปูมาดี) แต่สำหรับ Knives Out ถือว่าสอบผ่านอย่างสบาย ในจุดนี้ นอกจากพล็อตเรื่องในเส้นเรื่องปกติ ถ้าจับทางได้ หนังพยายามจะเสียดสี คนอเมริกันมากมาย ทั้งในมุมมองทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนผิวขาว หลายบทสนทนาในเรื่องแดกดันสังคมปัจจุบันอย่างชัดเจน และตรงไปตรงมา ยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับหนังไม่น้อยเลย

       นอกจากบทภาพยนตร์แล้ว เสน่ห์ของหนังส่วนใหญ่มาจากทีมนักแสดง ที่ควรค่าแก่การมอบรางวัลทีมนักแสดงนำยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก เริ่มจาก แดเนี่ยล เคร็ก พระเอกเจมส์บอนด์ ในบทนักสืบที่จังหวะฮาได้เรื่องทุกครั้ง เขาคือตลกแบบหน้าตาย ซึ่งเคร็กถนัดแนวนี้อยู่แล้ว เขาแจ้งเกิดมาจากหนังตลกร้ายด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับ คริส อีแวนส์ ในบทหลานชายคนโตของคุณปู่ที่ไม่เอาไหน แม้ว่าเราจะคุ้นกับลุคเข้มๆจากบทกัปตันอเมริกา แต่ต้องไม่ลืมว่า เขาก็แจ้งเกิดจากหนังตลกวัยรุ่นเช่นเดียวกัน ส่วนกลุ่มนักแสดงรุ่นใหญ่ทั้ง เจมี่ ลี เคอร์ติส, ไมเคิล แชนนอน, ดอน จอห์นสัน, โทนี่ คอลเล็ต ล้วนสร้างสีสันได้อย่างดีงามทุกคน แต่ไฮไลต์จริงๆของหนัง คือรุ่นใหญ่อย่าง คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ และรุ่นเล็กอย่าง อนา เดอ อามาส ในบทคุณปู่ และพยาบาลส่วนตัวของเขา ที่แสดงได้อย่างดีงามทั้งคู่

       สรุปแล้ว Knives Out คือหนังฆาตกรรม-ตลกร้าย ที่เล่าเรื่องได้อย่างสนุกมาก มาพร้อมกับบทที่ชาญฉลาด วางเรื่องราวต่างๆไว้อย่างแยบยล เคลือบด้วยสถานการณ์ชวนฮาของครอบครัวนี้ และบทสนทนาที่แสบสัน ทั้งเสียดสีตัวละครกันเอง และเสียดสีสังคมอเมริกาอย่างเจ็บแสบ โดย 2 ชั่วโมงกว่าแห่งความบันเทิงอย่างแท้จริง ไม่อยากให้พลาดกันเลยครับ

(ให้ 9 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM