EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ถ้าพูดถึงหนังแนวแก๊งสเตอร์มาเฟียระดับคุณภาพ ส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากฝีมือการสร้างของผู้กำกับชั้นครู อย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ที่ล่าสุดหวนกลับมาจับหนังแนวนี้อีกครั้งใน The Irishman โปรเจ็คที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังที่ทะเยอทะยานมากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขา ด้วยหลายๆองค์ประกอบที่ถ้าเป็นเมื่อก่อน แทบจะเป็นจริงไม่ได้เลย เริ่มจากการที่หนังใช้ทุนสร้างมหาศาลมากถึง 175 ล้านเหรียญฯ สูงระดับหนังบล็อคบัสเตอร์ และสูงสุดในชีวิตการทำงานของเขา ซึ่งคงไม่มีสตูดิโอหน้าไหนกล้าอนุมัติสร้างอย่างแน่นอน จนกระทั่งได้ Netflix ที่ใจถึง ไฟเขียวให้กับหนังเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหนังที่แพงสุดของบริษัทเช่นเดียวกัน ด้วยความนับถือและไว้ใจในสกอร์เซซี่ และให้อิสระในการทำหนังเต็มที่ จนกระทั่งหนังมีความยาวท้ายที่สุดที่ ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งไม่มีสตูดิโอไหน กล้าปล่อยหนังยาวขนาดนี้เข้าฉายในโรงอย่างแน่นอน (เพราะเมื่อหนังยาว รอบฉายก็จะน้อยลง รายได้ที่กลับเข้ามาก็จะยิ่งลดลง เมื่อเทียบกับทุนสร้างที่สูงเสียดฟ้าขนาดนี้)

       แต่ด้วยอิสระที่ Netflix มอบให้ The Irishman เลยกลายเป็นหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ (ที่มีมาสเตอร์พีซเยอะเหลือเกินหนังเล่าเส้นทางชีวิตของ แฟรงค์ ชีแรน (รับบทโดย โรเบิร์ต เดอนีโรอดีตทหารผ่านศึกที่ประกอบอาชีพคนขับรถส่งเนื้อ ที่จับผลัดจับผลูได้รู้จักกับ รัสเซล บัฟฟาลีโล่ (รับบทโดย โจ เพสซี่เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพล ทำให้เขาเริ่มได้งานในฐานะมือสังหาร และค่อยๆไต่เต้าขึ้นมา จนกระทั่งมีอำนาจและบทบาทสำคัญ โดยต่อมา รัสเซล ได้ฝากให้แฟรงค์ได้ทำงานกับ จิมมี่ ฮอฟฟ่า (รับบทโดย อัล ปาชิโนประธานสหภาพแรงงานคนดังของอเมริกา ผู้โผงผางและเป็นที่นับถือของกลุ่มแรงงาน ที่ทรงอิทธิพลรองๆจากประธานาธิบดีเลยทีเดียว เมื่อแฟรงค์ได้ทำงานกับจิมมี่ ทำให้ทั้งคู่เริ่มสนิทสนมกัน แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เหตุการณ์ต่างๆก็ทำให้ แฟรงค์ ต้องเผชิญกับเส้นทางชีวิตในการเป็นมาเฟีย ที่ยากลำบาก เมื่อเงินและอิทธิพลนั้น ไม่ได้ได้มาแบบโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ต้องแลกมาซึ่งความทุกข์ที่ไม่มีใครเข้าใจ

       อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ไม่มีใครสามารถทำหนังแก๊งสเตอร์ได้ลึกล้ำ สุขุม และดีเท่ากับ มาร์ติน สกอร์เซซี่จริงๆ เหมือนผู้กำกับท่านนี้ ทำหนังแนวนี้มา จนกระทั่งได้เรียนรู้อะไรมากมาย และทั้งหมดนั้น ถูกใส่ไว้ในหนังเรื่องนี้ เปรียบเสมือนจดหมายรัก ถึงหนังแนวแก๊งสเตอร์ ทั้งในแง่ของการสร้างและแง่คิดที่ใส่ไว้ในหนัง เหมือนเป็นสิ่งที่ มาร์ติน ได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับการทำหนังประเภทนี้ ทำให้ผลที่ออกมาของ The Irishman กลายเป็นหนังมาเฟียที่ลงตัวและยอดเยี่ยมแบบที่ควรจะเป็น

       โดยรวม The Irishman ค่อนๆใช้เวลาทีละนาทีเล่าถึงชีวิตของแฟรงค์ ชีแรน ไปอย่างช้าๆ หนังไม่ได้รีบร้อน เผื่อไปสู่บทสรุป ด้วยเหตุผลทางอย่างที่ดูจบแล้วจะเข้าใจ ทำให้ผู้ชมค่อยๆอินและได้รู้จักไปกับตัวละครนี้ ค่อยๆเห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่างเขากับรัสเซล ทำไมทั้งคู่ถึงเป็นมากกว่าเจ้านายลูกน้อง ทำไมทั้งคู่เป็นมากกว่าพี่น้อง ทำไมทั้งคู่เป็นมากกว่าเพื่อน หลังจากนั้นหนังก็ค่อยๆพาเราไปรู้จักกับ จิมมี่ ฮอฟฟ่า เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง แฟรงค์กับจิมมี่ รัสเซลกับจิมมี่ และตัวละครอื่ีนๆอีกมากมายที่แวดล้อม มาร์ตินค่อยๆวาดภาพรวมของอเมริกาในยุคสมัยนั้นให้เราเห็นอย่างช้าๆ และเข้าใจถึงภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนจะนำไปสู่บทสรุปที่แสนจะบีบหัวใจในช่วงท้าย หนังจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เวลานานกับช่วงแรก เพื่อให้คนดูได้คุ้นชินกับแฟรงค์ ได้เข้าใจถึงชีวิตของการเป็นมาเฟีย ได้เข้าใจถึงภาพรวมของความเป็น "แก็งสเตอร์แม้ว่าตลอด ชั่วโมงครึ่ง หนังจะค่อนข้างนึ่ง แต่ไม่มีจุดไหนที่รู้สึกว่าน่าเบื่อเลย The Irishman เล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตามมาก การย่อชีวิตคนๆหนึ่งจากตลอดชีวิต เหลือแค่ ชั่วโมงกว่าได้ ถือว่ามหัศจรรย์ไม่น้อย

       สิ่งที่โดดเด่นสุดของ The Irishman คงหนีไม่พ้นการแสดงของ นักแสดงนำ อย่าง โรเบิร์ต เดอนีโรโจ เพสซี่ และอัล ปาชิโน ซึ่งการันตีในการเข้าชิงรางวัลออสการ์แน่ๆ ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม สำหรับสองคนหลัง โดย เดอนีโร ที่เป็นเหมือนตัวละครที่เล่าเรื่องทั้งหมด สามารถแบกหนัง ชั่วโมงกว่าไว้กับตัวเองได้อย่างสบายๆ การแสดงของเขานั้นท็อปฟอร์มเช่นเคย ยิ่งการที่ได้เห็นเขากลับมาเล่นหนังกับผู้กำกับคู่บุญอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี่ ถือว่าเป็นบุญตาอย่างมาก (ก่อนที่ สกอร์เซซี่จะมาคู่บุญกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในยุคหลังส่วน โจ เพสซี่ เรียกว่าการกลับมาครั้งนี้ เป็นบุญตายิ่งกว่า เพราะแกเกษียณไปแล้ว แต่ สกอร์เซซี่ และเดอนีโร ก็ไปลากแกกลับมาแสดงหนังได้อีกครั้ง ถือว่าน่าดีใจมาก และแกก็แสดงได้อย่างน่าเกรงขามเหมือนเดิม แต่ที่ขโมยซีนสุด คงหนีไม่พ้น อัล ปาชิโน ด้วยความโผงผางของตัวละคร ทำให้ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวบนจอ ล้วนทรงพลัง อัล ปาชิโน สามารถถ่ายทอดพลังจากตัวละคร มาสู่คนดูได้อย่างมหาศาล ถือว่าเป็นบุญตาสำหรับคนดูจริงๆ ที่ได้เห็น นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่กลับมารวมตัวกันในหนังเรื่องนี้ เพราะในอนาคตอาจจะไม่มีอีกแล้ว

       สิ่งที่ทำให้ The Irishman แพงระดับ 175 ล้านเหรียญฯ ส่วนหนึ่งเพราะการใช้ CG ในหนัง แม้จะเป็นการดราม่าเข้มข้นเกี่ยวกับเจ้าพ่อ ไม่ได้มีแอ็กชั่นมากมายนัก แต่กลับใช้ทุนสร้างยิ่งกว่า เพราะหนังต้องใช้เทคโนโลโยในการลดอายุนักแสดงลง เราจะเห็น โรเบิร์ต เดอนีโร ตั้งแต่วัยหนุ่ม จนกระทั่งไปสู่วัยชรา ซึ่งตอนแรกอาจจะไม่คุ้นตาเท่าไหร่นัก แต่พอดูไปสักพัก ผู้ชมจะค่อนๆชินไปแล้ว แล้วด้วยเส้นเรื่องของหนัง จะค่อยๆพาเราไป ให้เห็นแกอายุมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเผลอแป้ปเดียว ก็แก่แล้ว เป็นงาน CG ที่เนียนและไม่ขัดตาเลย ถ้าเป็นสมัยก่อน คงไม่สามารถสร้างหนังเรื่องนี้ได้ (อาจจะต้องเอานักแสดงหนุ่มๆมาเล่น แล้วแต่งแก่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่สมจริงอยู่ดี)

       สรุปแล้ว คงไม่ผิดนักที่จะบอกว่า The Irishman คืองานสร้างระดับมาสเตอร์พีซอีกครั้งของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เพราะหนังสุขุม ลุ่มลึก ลงตัวในแทบทุกองค์ประกอบทั้งในแง่ของโปรดักชั่น บทภาพยนตร์ การแสดง และสิ่งที่หนังทิ้งไว้ให้กับผู้ชม เป็นประเด็นที่อาจจะมีเพียง มาร์ติน สกอร์เซซี่ ทำหนังแนวนี้มานานตกผลึกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความยาวระดับ ชั่วโมงครึ่ง การเล่าเรื่องที่ไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก และผู้ชมต้องดูที่บ้าน เพราะชมได้เฉพาะใน Netflix เท่านั้น อาจจะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมนิดนึง ถ้าหวังจะดูรวดเดียวจบ แต่คิดว่าคุ้มค่ากับการเตรียมตัวเตรียมใจ และเสียเวลาดูอย่างแน่นอน

 

(ให้ 9.5 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM