EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       สร้างจากเรื่องจริงในแวดวงยานยนต์กับศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ฟอร์ด และเฟอร์รารี่ เมื่อรถยนต์ฟอร์ด ที่ดำเนินงานโดยทายาทรุ่นหลานอย่าง เฮนรี่ ฟอร์ด ที่ 2 กำลังประสบปัญหายอดขายดิ่งลงเหว พวกเขาตัดสินใจจะสร้างปรากฏการณ์ เอาชนะเฟอร์รารี่ให้ได้ ด้วยการสร้างรถแข่งรุ่นใหม่ เพื่อลงสนามแข่งขัน เลอมานส์ 24 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเฟอร์รารี่เป็นแชมป์อย่างต่อเนื่อง ฟอร์ดตัดสินใจจ้าง คาร์รอล เชลบี้ (รับบทโดย แมตต์ เดม่อน) อดีตนักแข่งรถชาวอเมริกันคนเดียวที่เคยคว้าชัยในสนาม เลอมานส์ 24 มาคุมโปรเจ็คในการผลิตรถแข่งรุ่นใหม่ โดยบุคคลเดียวที่ เชลบี้ไว้ใจ ให้อยู่หลังพวงมาลัยรถแข่งคันนี้คือ เคน ไมล์ (รับบทโดย คริสเตียน เบล) นักแข่งรถที่เอาใจยาก แต่ฝีมือหาตัวจับยาก แต่การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นที่ขัดอกขัดใจเหล่าผู้บริหารของฟอร์ด เพราะภาพลักษณ์ของ เคน ไมล์ มีแต่ภาพลบ อาจจะกระทบแบรนด์ของฟอร์ดได้

       หลังจากเปิดรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังเทลลูไรด์และโตรอนโต ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระแสของหนัง Ford v Ferrari มาในแง่บวกมากๆ ถึงขั้นน่าจะมีบทบาทสำคัญบนเวทีออสการ์เลยทีเดียว ด้วยฝีมือการกำกับของ เจมส์ แมนโกลด์ (จาก Logan, Identity และ Walk The Line) ที่แม่นยำในจังหวะการเล่าเรื่อง และควบคุมคุณภาพในทุกองค์ประกอบหนัง ให้ออกมาสมบูรณ์และรักษาระดับมาตรฐานไว้มากที่สุด บวกกับทิศทางของหนังที่ค่อนข้างบันเทิง ทำให้ Ford v Ferrari น่าจะเป็นขวัญใจทั้งกลุ่มนักวิจารณ์และผู้ชมทั่วไปได้อย่างไม่ยาก

       โดยรวมถือว่า หนังเล่าเรื่องได้สนุกมาก แม้จะเป็นหนังชีวประวัติ สร้างจากเรื่องจริง แต่ถือว่าเล่าเรื่องได้สนุกแบบครบรสเลยทีเดียว ฉากไฮไลต์สุดคงหนีไม่พ้นฉากแข่งรถ ที่หนังทำออกมาได้ตื่นเต้นและสมจริง ทุกๆครั้งที่มีตัวละครอยู่หลังพวงมาลัย หนังสามารถสร้างอารมณ์ตื่นเต้นได้เสมอ ในขณะเดียวกัน ฉากอื่นๆที่ไม่ใช่ฉากแอ็กชั่น หนังก็เล่าได้อย่างน่าติดตามทุกฉาก ซีนดราม่าก็ทำได้อย่างบีบอารมณ์ ซีนอบอุ่นที่มีประเด็นครอบครัวก็เล่าได้อย่างอิ่มเอมใจ แม้หนังจะยาวถึง 2 ชั่วโมง 30 นาที แต่ก็ไม่มีฉากไหนที่รู้สึกว่าน่าเบื่อ หรือไม่น่าติดตามเลย แถมหนังยังใส่อารมณ์ขันไว้มากมาย กลายเป็นเสน่ห์ที่สร้างสีสันได้ตลอดทั้งเรื่อง

       แม้ชื่อของหนังจะเป็น Ford v Ferrari แต่หนังเลือกโฟกัสที่ภารกิจของ เชลบี้ ซึ่งเป็นตัวแทนจะฝั่งฟอร์ดเป็นหลัก ที่เขาต้องรับมือกับภารกิจอันท้าทาย และปัญหาจากรอบด้าน ทั้งจากตัวเคน ไมล์ เอง รวมไปถึงจากผู้บริหารของฟอร์ด ที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ และมองธุรกิจเป็นหลัก ทำให้หนังเรื่องนี้ค่อนข้างมีมิติในการเล่าเรื่องที่หลากหลายพอสมควร แม้ว่าชื่อหนังจะพูดถึงการแข่งขันระหว่างสองบริษัท แต่อันที่จริง หนังเน้นที่มิตรภาพระหว่างสองตัวละครนำ อย่าง คาร์รอล เชลบี้ และเคน ไมล์ เสียมากกว่า ในขณะเดียวกัน แม้หนังจะเล่าเรื่องการแข่งรถแข่ง แต่ในบางมุม หนังก็เล่าถึงการแข่งกับตัวเอง สามารถเอาชนะอุปสรรค หรือก้าวข้ามเรื่องบางเรื่องของตัวเองไปให้ไป

       อย่างที่กล่าวไป Ford v Ferrari ถือว่าเป็นหนังที่งานสร้างค่อนข้างลงตัวในทุกๆองค์ประกอบ นอกจากจังหวะการเล่าเรื่องที่สามารถตรึงผู้ชมได้ตลอดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฉากชวนตื่นเต้น ลุ้นระทึก หรือฉากที่เล่าเรื่องธรรมดา หนังยังมีงานโปรดักชั่นที่สมจริง เข้ากับยุคสมัย และเรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดโดยการแสดงอันยอดเยี่ยมของทั้ง แมตต์ เดม่อน ที่ไว้ใจได้เสมอ แต่ที่โดดเด่นกว่าคงหนีไม่พ้น คริสเตียน เบล ที่รอบนี้ต้องลดน้ำหนักอย่างมากอีกครั้งเพื่อรับบท เคน ไมล์ (หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่มน้ำหนัก เพื่อรับบท ดิก เชนี่ย์ ใน Vice) ด้วยคาแร็คเตอร์ของตัวละครนี้ที่ค่อนข้างติสก์ และหนังให้น้ำหนักในการเล่าถึงเขาในหลากหลายมุมกว่า (มีส่วนของครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) ทำให้การแสดงของ คริสเตียน เบล โดดเด่นและเป็นที่น่าจับตามองอีกครั้ง

       สรุปแล้ว Ford v Ferrari เป็นหนังคุณภาพอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด หนังเล่าเรื่องได้อย่างสนุกครบรส ทำได้ถึงในเกือบทุกองค์ประกอบ แม้ว่าอาจจะไม่พีคในแง่ใดแง่หนึ่ง แต่ถือว่าเป็นหนังที่องค์รวมลงตัวมากๆเลยทีเดียว และถ้ามีโอกาสหนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในไทย ในระบบ Screen X ด้วย โดยเป็นโรงภาพยนตร์จอ 180 องศา มีการฉายภาพทางด้านซ้ายและขวาของผนังโรงด้วย สำหรับ Ford v Ferrari จะมีฉากที่ฉายในจอทั้ง 3 ด้าน ในทุกๆฉากที่เป็นการแข่งรถ หรือตัวละครอยู่หลังพวงมาลัย(ส่วนฉากสนทนาทั่วไป จะฉายแค่จอด้านหน้าโดยปกติ) ซึ่งตอนนี้มีเฉพาะโรง Quartier CineArt ที่เดียวเท่านั้น ถ้ามีโอกาสก็ลองรับชมกันได้

(ให้ 9 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM