EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       หลังจากความสำเร็จของ Frozen เมื่อปี 2013 ที่สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ทำเงินมากที่สุดตลอดกาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ดิสนีย์จะอนุมัติสร้างภาคต่อไม่นานหลังจากนั้น แต่อย่างไรก็ตาม การสร้าง Frozen II ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนอกจากความสำเร็จทางด้านรายได้แล้ว หนังภาคแรกยังได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ทั้งความลงตัวในการเล่าเรื่อง เสน่ห์ของตัวละคร รวมไปถึงเพลงประกอบหนังอย่าง Let It Go ที่ติดหูจนกระทั่งขึ้นแท่นเพลงฮิตแห่งปี และอัลบั้มเพลงประกอบ Frozen ก็ขึ้นแท่นอัลบั้มเพลงประกอบหนังที่มียอดขายมากที่สุดในทศวรรษ ทำให้การสร้างหนังภาคต่อที่จะดีเทียบเท่าภาคแรกหรือดีกว่าภาคแรกนั้น เป็นเรื่องยาก

       วิธีที่ปลอดภัยสุดสำหรับดิสนีย์ คือการดึงเอาทีมงานเดิมจากภาคแรก ทั้งผู้กำกับ คนเขียนบท ทีมนักแสดงผู้พากย์เสียง รวมไปถึงคนแต่งเพลงประกอบจากภาคแรก กลับมาสานต่อความสำเร็จกันแบบยกทีม โดยหนังภาคนี้จะเล่าเรื่องราว 3 ปีหลังจากภาคแรก เมื่อ ราชินีเอลซ่า ปกครองดินแดนอาเรนเดล อย่างสงบสุข จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงเรียก จากแดนเหนือ ซึ่งไม่อาจสลัดความสนใจออกไปจากหัวเธอได้ และด้วยภัยอันตรายบางอย่างที่เข้ามาคุกคามอาณาจักรของเธอ เอลซ่า, แอนนา, คริสตอฟ, โอลาฟ และสเวน จึงต้องเดินทางไปยังป่าต้องมนตร์ เพื่อตามหาที่มาของเสียงเรีียกดังกล่าว ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ อาจจะทำให้เอลซ่า รู้ถึงที่มาของบรรพบุรุษ รวมถึงพลังวิเศษในตัวเธอ

       Frozen II เป็นในสิ่งที่หนังภาคต่อควรจะเป็น สิ่งที่ดีที่สุดชอบภาคนี้ คงหนีไม่พ้นความพยายามที่จะไปย้ำอยู่กับที่ ไม่เล่าเรื่องรีไซเคิลภาคแรก (แบบที่หนังภาคต่อหลายเรื่องทำ) ทั้งเส้นเรื่องและ Mood & Tone ค่อนข้างแตกต่างไปจากเดิม ภาคแรกเน้นความเป็นหนังผจญภัย มีฉากตลกๆมากมาย แต่ในภาคนี้ มีความลึกลับ ปริศนา และความมืดมนค่อนข้างมาก เส้นเรื่องในภาคนี้ พาผู้ชมไปสู่ดินแดนและตัวละครใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ทำให้ภาพรวมหนังแตกต่างจากเดิมพอสมควร หลายประเด็นในหนังเป็นการขยายความเรื่องราวจากภาคแรก ทำให้หนังภาคแรกที่ลงตัวอยู่แล้ว ถูกอธิบายให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ความจริงจังที่ถูกใส่เข้ามามากขึ้นในภาคนี้ ทำให้อารมณ์หนังอาจจะสนุกสนานน้อยลง ตลกน้อยลงบ้าง แต่ก็แลกกับการที่ภาพรวมหนังเติบโตขึ้น ตัวละครก็มีพัฒนาการโตขึ้นเช่นกัน

       แน่นอนว่าบทเด่นสุดของหนัง คงหนีไม่พ้น เอลซ่าและแอนนา กับการผจญภัยครั้งใหม่เพื่อที่ทั้งสองจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ที่ตัวละครในภาคนี้ที่ส่วนตัวผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุด และค่อนข้างขโมยซีนอย่างได้ผลคือ คริสตอฟ นักรบแฟนหนุ่มของแอนนา ที่วางแผนพยายามจะขอเจ้าหญิงแต่งงานตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่จังหวะนั้นไม่ดีเสียเหลือ ทำให้เกิดฉากฮาๆน่ารักๆขึ้นมากมาย รวมไปถึงเพลงเดี่ยวของตัวละครนี้ ที่ทำมาเพื่อล้อเลียนเพลงป็อปสไตล์บอยแบนด์จากยุค 90 โดยเฉพาะ ถ้าใครเป็นแฟนเพลงแนวนี้ น่าจะรู้ว่า แต่ในซีนในเพลงนี้นั้น พยายามจะเอาฮาขนาดไหน ส่วนโอลาฟ ซึ่งภาคที่แล้วขโมยซีนไปหมด ภาคนี้ก็ยังฮาอยู่ แต่ด้วยบทสนทนา อาจจะยากเกินไปสำหรับเด็กๆ กลายเป็นหลายมุกน่าจะเหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า

       ในส่วนของเพลงประกอบหนัง ภาคนี้มีความเป็นมิวสิคัลค่อนข้างมากกว่าภาคแรก ให้ความรู้สึกว่าใช้เพลงในการเล่าเรื่องและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครมากกว่าเดิม เพลงไฮไลต์คือ Into The Unknown เพลงโชว์พลังเสียงของตัวละครเอลซ่า ที่ถูกปักธงรบให้เป็น Let It Go ในปีนี้ ฟังรอบแรกก็รู้สึกว่าเพลงนี้ติดหูเลย เดินร้องออกมาจากโรงได้แน่นอน แต่ถ้าเทียบกับ Let It Go อาจจะยังไม่ดังเท่า เพราะเพลงนั้นค่อนข้างป็อปกว่า และร้องง่ายกว่า ด้าน Into The Unknown ถ้าไม่ระดับดีว่าส์จริงๆ อาจจะร้องให้เสียงไม่หลงได้ยากอยู่เหมือนกัน

       โดยรวม Frozen II อาจจะไม่ได้แฟนเด็กกลุ่มใหม่เพิ่ม แต่น่าจะโดนใจเด็กกลุ่มเดิม เพราะหนังค่อนข้างโตขึ้น เช่นเดียวกับเด็กกลุ่มเดิมที่ดูเมื่อ 6 ปีก่อน เหมือนหนังสร้างมาให้รับกับวัยของแฟนคลับจากภาคแรก ที่ทุกคนก็ผ่านช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้มาเช่นกัน ถ้ายังอยู่ในจุดเดิม หนังอาจจะเด็กเกินไปก็ได้ ดังนั้น เมื่อประเด็นต่างๆในหนังค่อนข้างโตขึ้น จริงจังขึ้น เลยอาจจะสนุกสนาน และสร้างเสียงหัวเราะได้น้อย แต่อย่างไรก็ตามภาพรวม Frozen II ยังถือว่าเป็นหนังภาคต่อที่ค่อนข้างลงตัว แม้ว่าความสดใสและความเฟรชแบบภาคแรกจะหายไป แต่ก็แทบที่ด้วย ความเติบโต ความไม่ย่ำอยู่กับที่แทน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะที่สุดสำหรับหนังภาคต่อของดิสนีย์เรื่องนี้

(ให้ 8 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM