EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       เจ้าพ่อนิยายสยองขวัญอย่าง สตีเฟ่น คิงส์ (จาก IT, The Mist, The Shawshank Redemption) ได้รับการถามไถ่อยู่บ่อยครั้ง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของแดนนี่ ตัวละครลูกชายพระเอกใน The Shining จนกระทั่งเขาตัดสินใจเขียนนิยายเรื่อง Doctor Sleep ซึ่งเป็นภาคต่อเมื่อไม่กี่ปีมานี้ จนกระทั่งล่าสุดนิยายเล่มดังกล่าวถูกวอร์เนอร์หยิบมาสร้าง จนกระทั่งเข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้ทำให้ Doctor Sleep คือหนังภาคต่อที่เข้าฉายห่างจากภาคแรกนานถึง39 ปี และหนังเองก็ถูกคาดหวังจากแฟนๆในระดับสูง เนื่องจากปัจจุบัน The Shining ของผู้กำกับชั้นครูผู้ล่วงลับอย่าง แสตนลี่ย์ คูบริก ขึ้นแท่นหนังเขย่าขวัญที่คลาสสิกที่สุดเรื่องหนึ่งไปแล้ว (ใครยังไม่เคยดู มีให้ชมใน Netflix)

       Doctor Sleep เล่าเรื่องราวมากกว่า 30 ปีหลังจากภาคแรก โดยตัวละครหลักที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดคือ แดนนี่ เด็กน้อยจาก The Shining ที่โตขึ้นมา (รับบทโดย ยวน แม็คเกรเกอร์) เขากลายเป็นคนติดเหล้า และเผชิญกับปัญหาชีวิตมากมาย จากพลังพิเศษที่เขาไม่ได้ต้องการ นั่นคือการสามารถเห็นวิญญาณได้ รวมถึงสามารถสื่อสารทางจิตกับคนที่มีพลังแบบเดียวกันได้ จนกระทั่งเขาได้รับการสื่อสาร ให้ช่วยเหลือเด็กพลังพิเศษคนหนึ่ง ที่กำลังถูกกลุ่มคนปริศนาตามล่า กลุ่มคนที่สามารถดูดวิญญาณได้ และใช้ชีวิตที่ยืนยาวมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นอันตรายต่อพวกคนที่มีพลังพิเศษเช่นเดียวกับพระเอก

       แม้จะเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจาก The Shining แต่อาจกล่าวได้ว่า Doctor Sleep มีความแตกต่างทั้งในแง่เส้นเรื่องและอารมณ์ ต่างจาก The Shining พอสมควร ด้วยความที่พระเอกมีพลังพิเศษและสามารถสื่อสารทางจิตกับกลุ่มคนประเภทเดียวกันได้ ทำให้คอหนังจำนวนไม่น้อย เรียกหนังเรื่องนี้ว่า X-Men ฉบับเขย่าขวัญ เพราะมีองค์ประกอบหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกัน หนังจะเล่าเรื่องที่คนกลุ่มนี้ คู่ขนานกันไป จนกระทั่งมาเจอกันในท้ายที่สุด หนังมีกลิ่นอายทั้งความลึกลับ เขย่าขวัญ และแอ็กชั่น ประกอบกันอยู่ ต่างจาก The Shining ที่เล่าเรื่องในโรงแรมที่อ้างว้างช่วงฤดูหนาว มีสไตล์สยองขวัญสั่นประสาทอย่างเต็มตัว ถ้าเทียบกันชัดๆ Doctor Sleep อาจจะน่ากลัวไม่มากเท่า แต่มีความมันส์กว่า

       หนังใช้เวลาในการเดินเรื่องมากถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งหลังๆน่าจะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับหนังใหญ่ที่ดัดแปลงจากนิยายของ สตีเฟ่น คิงส์ ไปแล้ว ด้วยรายละเอียดของเส้นเรื่องที่ค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับเรื่องนี้ แม้จะมีความยาว แต่กลับไม่มีจุดไหนที่น่าเบื่อเลย หนังใช้เวลาสองชั่วโมงแรกในการนวดเรื่อง ค่อยๆบิ้วเรื่องราวจนกระทั่งขมวดเป็นเกลียวที่บีบอารมณ์อย่างหนัก และนำไปสู่ครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ที่พีคสุดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครที่เคยดู The Shining มาแล้ว เป็นเหมือนฉากที่ทำขึ้นมาเพื่อสดุดี The Shining โดยเฉพาะ ก็ได้รับความฟินกลับบ้านกันไป ใครที่ชอบหนังสยองขวัญที่เดินเรื่องไวๆ มีสไตล์ตุ้งแช่ อาจจะไม่ชอบเรื่องนี้ ที่เน้นถ่ายทอดอารมณ์ ใช้เวลาในการบิ้ว แต่สามารถสร้างบรรยากาศ ไม่น่าไว้วางใจตลอดเวลาได้

       ยวน แม็คเกรเกอร์ ทำให้ที่ได้อย่างดีในบทของ แดนนี่ วัยผู้ใหญ่ รวมถึง รีเบ็คก้า เฟอร์กูสัน และในผู้นำกลุ่มผู้มีพลังฝ่ายร้าย ที่ในเรื่องมีเสน่ห์และน่าสะพรึงมาก ถือว่าเป็นบทที่ดีสุดสำหรับเธอในระยะหลังๆเลย แต่ที่เซอร์ไพรสสุดคือนักแสดงหญิงใหม่แกะกล่อง ไคลี เคอเรน ที่ไม่เคยเล่นหนังใหญ่ใดๆมาก่อน แต่สามารถแบกบทบาทสำคัญไม่แพ้สองนักแสดงที่เอ่ยมา ได้อย่างสบายๆในบทเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีพลังพิเศษเหนือกว่าทุกคน และพยายามจะสื่อสารทางจิต ขอความช่วยเหลือจากพระเอก เธอสามารถถ่ายทอดบทกล่าว ซึ่งมีความซับซ้อนพอสมควรได้ดีเกินคาดมากๆ

       สิ่งที่ทำให้ Doctor Sleep รอดจากการถูกนำไปเปรียบเทียบกับ The Shining ซึ่งคลาสสิกมาก คือทำให้ต่างไปเลย ซึ่ง Doctor Sleep เป็นเช่นนั้น หนังมีความเป็นทั้งภาคต่อในตัว แต่ก็มีความสดใหม่ในแบบของมัน ไม่ซ้ำทางกับภาคแรก และมีกลิ่นการ Tribute ให้กับ The Shining อีกด้วย ต้องชื่นชม ไมค์ ฟลานาแกน ผู้กำกับเรื่องนี้ (จากซีรีส์ The Haunting of Hill House) ที่ดัดแปลงบทประพันธ์มาขึ้นจอใหญ่ ด้วยสไตล์ที่พอเหมาะ เล่าเรื่องด้วยจังหวะที่ตรึงผู้ชมได้อย่างดี ถือว่าเป็นหนังเขย่าขวัญคุณภาพอีกเรื่อง ที่ไม่ควรพลาด

(ให้ 8.5 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM