EFM
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

          ในช่วงเวลาที่ดิสนีย์ หยิบเอาการ์ตูนคลาสสิกของทางค่าย มาปัดฝุ่นทำใหม่ในรูปแบบ Live-Action สำหรับ Sleeping Beauty หรือ เจ้าหญิงนิทรา มีความแตกต่างจากทุกเรื่อง เพราะไม่ได้เล่าตามขนถแบบเดิม แต่กลับพลิกหยิบเอาตัวร้ายอย่าง มาเลฟิเซนต์ มาเป็นตัวละครนำในการเดินเรื่อง สร้างความแตกต่างอย่างมาก รวมถึงการได้ตัวแม่ของวงการอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ มารับบทดังกล่าว ยิ่งส่งผลให้ Maleficent ประสบความสำเร็จ กวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 750 ล้านเหรียญฯ จึงไม่แปลกใจที่ดิสนีย์จะอนุมัติสร้างภาคต่อ แม้จะใช้เวลานานถึง 5 ปี กว่าจะกลับมาขึ้นจอใหญ่ได้ก็ตาม

          Maleficent : Mistress of Evil เล่าเหตุการณ์ 5 ปีหลังจากเรื่องราวในภาคแรก เริ่มต้นด้วยฉากที่เจ้าชายฟิลลิป (รับบทโดย แฮร์ริส ดิกคินสัน พระเอก Kingsman ภาคใหม่) คุกเข่าขอเจ้าหญิงออโรร่า (รับบทโดย แอลล์ แฟนนิ่ง) แต่งงาน แม้ฝ่ายหญิงจะตอบตกลง แต่เรื่องราวไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะแม่เลี้ยงของเธออย่าง มาเลฟิเซนต์ ไม่เห็นด้วยกับงานวิวาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่มีความจำเป็นจะต้องเดินทางไปยังอาณาจักรของฝ่ายชาย เพื่อร่วมโต๊ะอาหารกับกษัตริย์และราชินี ในดินแดนของมนุษย์ แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อกษัตริย์เกิดสลบไป และมาเลฟิเซนต์โดนใส่ร้ายว่าเป็นคนก่อเหตุ และกำลังจะนำไปสู่สงครามระหว่างดินแดนของมนุษย์ และเหล่าภูติในอาณาจักรแฟรี่เทล

          สำหรับตัวผู้เขียนเอง น้อยครั้งนักที่จะชอบหนังภาคต่อของดิสนีย์มากกว่าภาคแรก แต่สำหรับ Maleficent เป็นเช่นนั้น เพราะภาคต่อมีเรื่องราวที่ค่อนข้างสดใหม่ แตกต่างจากหนังที่สร้างจากการ์ตูนคลาสสิกทั่วไป ซึ่งผู้ชมมักจะทราบเรื่องราวทั้งหมด แต่สำหรับเรื่องนี้ ถือว่ามีพล็อตที่ขยายใหญ่ และมีอะไรให้ติดตามมากขึ้นจากภาคแรกค่อนข้างมาก จากเรื่องราวของการแต่งงาน นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสองอาณาจักร นอกจากนี้หนังยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับ เผ่าพันธุ์ของมาเลฟิเซนต์มากขึ้นอีกด้วย เป็นการต่อยอดเรื่องราวที่ผู้ชมไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้ Maleficent : Mistress of Evil มีพล็อตที่น่าติดตามขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ต่างๆ ในหนังจะคลี่คลายไปอย่างง่ายดายก็ตาม แต่ก็ถือว่าภาคนี้มีของค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับภาคที่แล้ว

          ไฮไลต์สำคัญของ Maleficent ภาคนี้ คือศึกระหว่างสองนางพญาอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ ในบทบาทของ มาเลฟิเซนต์ และรุ่นใหญ่อย่าง มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ ในบทบาทของควีนอิงกริด มารดาของเจ้าชายฟิลลิป ที่ไม่ยอมรับเหล่าภูติ และมีความคับแค้นเผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ นักแสดงทั้งสองแผ่รังสีความเป็นตัวแม่ออกมาเต็มๆ เรียกว่าสะกดผู้ชมได้แทบทุกฉากที่ทั้งคู่ปรากฏ แม้ว่าในภาคนี้บทบาทของโจลี่บนจอ อาจจะไม่มากเท่าภาคแรก เพราะต้องกระจายเส้นเรื่องไปยังตัวละครอื่น แต่เธอก็ยังเผ็ดในบทนี้เหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือมุมอ่อนโยนซึ่งผู้ชมไม่ค่อยได้เห็น ส่วน มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ ถือว่าหนังเรื่องนี้ เธอมีบทบาทค่อนข้างมาก แม้ว่าตัวละครจะเดาทางได้ แต่ก็สามารถสะกดผู้ชมแทบทุกซีน

          ในส่วนของนักแสดงคนอื่นๆ ที่โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้น แอลล์ แฟนนิ่ง ที่เป็นตัวละครเดินเรื่องคู่ขนานไปกับ มาเลฟิเซนต์ จากภาคแรกต้องบอกว่า แอลล์ โตเป็นสาวขึ้นมาก และสวยขึ้นอย่างมากด้วย หนังสามารถใช้เสน่ห์และความงามของแอลล์ได้อย่างดีเยี่ยม ทุกซีนที่เธอปรากฏตัวบนจอ ออร่าความเป็นเจ้าหญิงของเธอแผ่กระจาย สามารถสะกดทุกสายตาได้อย่างง่ายดาย ในบรรดาบทต่างๆ ที่เธอเคยรับมา ดูเหมือนบทนี้จะเหมาะกับเธอจนแทบจะเพอร์เฟ็ค ส่วนนักแสดงฝ่ายชายนั้น แฮร์ริส คิกคินสัน ที่รับบทเจ้าชายฟิลลิป แทน แบรนดอน ทเวตท์ ในภาคแรกที่ไม่ได้กลับมาแสดง ถือว่ามีเสน่ห์และน่าจับตามอง สำหรับนักแสดงที่เคยชิงรางวัลออสการ์ ชิวาเทล เอจิโอฟอร์ จาก 12 Years a Slave ในบทผู้นำในเผ่าของมาเลฟิเซนต์ ยังแอบเสียดายฝีมือ เพราะบทบาทยังไม่มีอะไรมากนัก ส่วน เอ็ด สไครน์ จาก The Transporter Refueled ในบทคนในเผ่ามาเลฟิเซนต์ที่กระหายสงคราม ดูจะมีบทบาทเยอะกว่า แต่ตัวละครก็ค่อนข้างแบนราบ จนไม่ได้ส่งให้แสดงฝีมืออะไรมากนัก

          อีกหนึ่งไฮไลต์ที่โดดเด่นมากของ Maleficent : Mistress of Evil คืองานภาพที่เนรมิตทั้งอาณาจักรของมนุษย์ และอาณาจักรของเหล่าภูติ ได้ออกมาน่าตื่นตาตระการตา สมศักดิ์ศรีความเป็นดิสนีย์ เรื่องฉากแฟนตาซีไม่มีใครสู้ได้จริงๆ ยิ่งมีโอกาสได้รับชมในระบบ IMAX3D ยิ่งเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในหนังตั้งแต่ซีนแรกเลยทีเดียว หนังเนรมิตทั้งฉากปราสาท สวนหย่อม สวนดอกไม้ ป่าเขา ออกมาได้น่าตื่นตาเป็นอย่างมาก ดูจะยิ่งใหญ่ขึ้นมากกว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากในช่วงท้าย ที่อลังการ คุ้มค่าแก่การรอคอยพอสมควร

          โดยรวม Maleficent : Mistress of Evil ถือว่าสนุก บันเทิง และน่าประทับใจยิ่งกว่าภาคแรก ด้วยเรื่องราวที่ขยายใหญ่ขึ้น พาเราลงลึกถึงที่มาของตัวละครมากขึ้น ฉากแอ็กชั่นที่ตระการตามากขึ้น แม้ว่าตัวบทเอง จะดำเนินเรื่องไปอย่างไม่ยากแก่การคาดเดา และคลี่คลายอย่างง่ายดาย แต่ก็ถือว่าดูเพลินๆตามสไตล์หนังดิสนีย์ แค่มาดูพลังตัวแม่ของ แม่โจลี่ กับแม่ไฟฟเฟอร์ ก็คุ้มค่าแล้ว แถมด้วยความสวยแบบ 10 เต็ม 10 ของ แอลล์ แฟนนิ่ง เพลินตาเสียเหลือเกิน

(ให้ 8 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM